วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เครื่องตรวจระเบิดหรือติ้วล้างป่าช้า

รู้จัก"จีที 200" ไขปมเครื่องหรือคน"พลาด" เหตุบอมบ์โก-ลก



วันที่ 8 ตุลาคม 2009
ทีมข่าวอิศรา
โต๊ะข่าวภาคใต้
สถาบันอิศรา






เหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" ที่หน้าร้านจำหน่ายเครื่องสำอางค์ตรงข้ามโรง
แรมเมอร์ลิน กลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อบ่ายวันที่ 6 ต.ค.
ที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเมื่อมีข่าวว่า ก่อนระเบิดเที่ยวนี้ มี
ประชาชนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบรถต้องสงสัยคันที่เกิด
ระเบิดก่อนแล้ว แต่กลับไม่พบความผิดปกติ กระทั่งสุดท้ายเกิดตูมตาม
ขึ้นมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

จึงกลายเป็นประเด็นคำถามถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะ
ประสิทธิภาพของเครื่อง "จีที 200" ซึ่งใช้ตรวจหาสารประกอบระเบิด
หรือเป็น "ฮิวแมน เออร์เรอร์" อันหมายถึงความผิดพลาดที่เกิดจาก
บุคคลที่เป็น "ผู้ใช้" กันแน่?

ประเด็นนี้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงขั้นที่ พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชา
การกองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) ต้องสั่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อไขความกระจ่าง อย่างไรก็ดี
ก่อนอื่นน่าจะมาทำความรู้จักกับเจ้าเครื่อง "จีที 200" กันก่อน เครื่อง
มือที่ว่านี้มีชื่อที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด" แต่ประ
สิทธิภาพจริงของเครื่องต้องบอกว่าสูงกว่าชื่อ คือตรวจหาได้ทั้งวัตถุ
ระเบิด อาวุธปืน และยาเสพติด

รูปลักษณ์ของตัวเครื่องจะเป็นแท่งยาวๆ สีดำ ด้านหนึ่งเป็นมือจับ ตรง
ปลายอีกด้านหนึ่งจะมีเข็มโลหะเล็กๆ คล้ายเสาอากาศคอยชี้เมื่อพบสาร
ประกอบระเบิด สารประกอบยาเสพติด หรือสารประกอบดินปืน

วิธีการทำงานใช้หลักการสนามแม่เหล็ก เพราะสสารทุกชนิดบนโลกมี
สนามแม่เหล็กเป็นตัวเชื่อม ฉะนั้นเมื่อสั่งให้เครื่องตรวจหาสสารใด
เครื่องก็จะค้นหาสสารนั้นโดยใช้ "สนามแม่เหล็ก" จีที 200 จึงมีประสิทธิ
ภาพตรวจจับได้ทุกที่ ทั้งบนดิน ในอากาศ ใต้ดิน หรือแม้แต่ในน้ำ

หัวใจของเครื่องที่จะออกคำสั่งให้ค้นหา "สสาร" ชนิดใด คือ "การ์ด"
หรือ "ชิพ" ซึ่งมีช่องใส่การ์ดอยู่ด้านใต้ของเครื่อง การ์ดมีทั้งหมด 18 อัน
แยกตามสสารที่ต้องการค้นหา แบ่งหยาบๆ ได้ 3 กลุ่ม คือกลุ่มสารประ
กอบระเบิด กลุ่มสารประกอบที่ใช้ผลิตยาเสพติด และกลุ่มสารประกอบ
จำพวกดินปืนที่ใช้ในอาวุธปืน เมื่อต้องการตรวจหาวัตถุต้องสงสัยชนิด
ใด ก็ใส่การ์ดสำหรับสารประกอบชนิดนั้น ซึ่งตัวการ์ดสามารถใส่ได้คราว
ละหลายๆ อัน แต่ไม่นิยมใส่หมดทุกอัน เพราะจะชี้มั่วไปหมด

สนนราคาของตัวเครื่องบวกกับการ์ด อยู่ที่ 1.1-1.6 ล้านบาท!

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยา
ศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการใช้เครื่อง
จีที 200 ให้ข้อมูลว่า เครื่องมือชนิดนี้จัดเป็น "เครื่องชี้เป้า" ชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก โอกาสที่ตรวจแล้วไม่เจอเป็นไปได้ 2 อย่าง
เท่านั้นคือ

1.ผู้ใช้มีความเหนื่อยล้า ไม่มีความพร้อมเพียงพอ กับ
2.ใส่การ์ดผิดชนิด

"เรื่องใส่การ์ดผิดชนิดคงเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย เพราะระยะหลังมีการฝึก
อบรมการใช้งานเครื่องจีที 200 อย่างชัดเจนแล้ว ฉะนั้นสาเหตุของความ
ผิดพลาดน่าจะมาจากตัวผู้ใช้ที่อาจมีความเหนื่อยล้า เนื่องจากจีที 200
ใช้พลังสนามแม่เหล็กจากตัวคนใช้เพื่อค้นหาสนามแม่เหล็กของสสารที่
ต้องการ ตรวจจับ ด้วยเหตุนี้คนใช้งานต้องมีร่างกายพร้อม ถ้าเหนื่อยล้า
อดนอน หรือเมื่อคืนไปดื่มเหล้ามา จะใช้ไม่ได้ผลเลย" หมอพรทิพย์
กล่าว

สอดคล้องกับข้อมูลจาก "ดาบแชน" ด.ต.แชน วรงคไพสิฐ เจ้า หน้าที่
ชุดเก็บกู้และทำลายล้างวัตถุระเบิด หรือชุดอีโอดี สังกัดกองกำกับการ
สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งผ่านงานเก็บกู้วัตถุระ
เบิดมานับครั้งไม่ถ้วน ที่บอกว่า การทำงานของเครื่องจะใช้ไฟฟ้าสถิตย์
จากร่างกายคนเพื่อค้นหาสนามแม่เหล็กจาก สสารที่ต้องการตรวจจับ
ฉะนั้นผู้ใช้จะต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อม ไม่ป่วย ไม่เมา หรือพักผ่อน
น้อย

อย่างไรก็ดี กรณี "คาร์บอมบ์" ที่สุไหงโก-ลก มีปัจจัยอื่นมากกว่านั้น...
"ผมคิดว่าความผิดพลาดอาจเกิดจากสภาพพื้นที่ด้วย เพราะถนนตรงจุด
เกิดเหตุเป็นถนนแคบ มีความกว้างแค่ 6 เมตรเท่านั้น และรถยนต์ก็จอด
ติดๆ กันอย่างหนาแน่น จึงเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจ เดินห่าง
จากวัตถุต้องสงสัยต่ำกว่า 3 เมตร ซึ่งเครื่องจีที 200 จะใช้ได้อย่างแม่น
ยำ ต้องอยู่ห่างจากวัตถุต้องสงสัย 3 เมตรขึ้นไป" ด.ต.แชน ตั้งข้อสังเกต
นายดาบนักกู้ระเบิด ยังบอกด้วยว่า แม้เครื่องจีที 200 จะมีความแม่นยำ
สูง แต่เวลาใช้งานจริงก็ไม่ควรเชื่อเครื่องมือ 100% เพราะบริเวณรอบๆ
วัตถุต้องสงสัยอาจมีสสารอื่นตกค้างซึ่งใกล้เคียงกับสสารที่ต้องการ
ตรวจจับ เช่น เป็นจุดที่เคยเกิดระเบิดมาก่อน มีสารทีเอ็นทีหรือไดนาไมต์
ตกค้าง เครื่องก็จะชี้บอกเช่นกัน ฉะนั้นควรให้น้ำหนักประมาณ 30-40%
แล้วใช้ข้อมูลกับการตรวจสภาพพื้นที่ประกอบด้วย

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความบกพร่องที่
เกิดขึ้น โดยแหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เผยว่า การอบ
รมวิธีใช้เครื่องจีที 200 ของฝ่ายทหารนั้น หน่วยต้นสังกัดมักส่งนายทหาร
ระดับสัญญาบัตรไปอบรม แต่เวลาใช้งานจริง ผู้ใช้กลับเป็นทหารชั้น
ประทวนหรือทหารเกณฑ์ เข้าทำนอง "คนฝึกไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ฝึก"

ล่า สุดแหล่งข่าวจาก พตท.ที่ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงความบกพร่อง
ของเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหงโก-ลก เผยกับ "ทีมข่าวอิศรา" ว่า
ผลสอบเบื้องต้นออกมาแล้วว่าความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากตัวเครื่อง
"เครื่องมือไม่ได้เสียแน่นอน เพราะก่อนออกปฏิบัติการก็ยังทดลองใช้อยู่
พบว่าใช้ได้ และหลังจากเกิดเหตุระเบิดไปแล้ว ได้นำเครื่องเดียวกันมา
ทดลองใช้อีกครั้ง ปรากฏว่าเครื่องมือทำงาน ฉะนั้นความผิดพลาดน่าจะ
เกิดจากตัวผู้ใช้ แต่ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้
เกิด" แหล่งข่าว กล่าว

ถือเป็นบทเรียนที่ฝ่ายความมั่นคงต้องเร่งปิดช่องโหว่กันต่อไป!





ความผิดพลาดของ จีที 200
ใครจะรับผิดชอบ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2009
21:27น.

เรื่อง : อังคณา นีละไพจิตร
ประธานคณะทำงานยุติธรรม
เพื่อสันติภาพ

ภาพ : จรูญ ทองนวล

2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้คนในจังหวัดชายแนนภาคใต้พูดถึงเครื่องมือที่ใช้ใน
การตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 มากขึ้น คงจำกันได้ว่าในครั้งแรกๆ
ที่มีการนำเครื่องมือชนิดนี้มาใช้งาน น่าจะเป็นเมื่อประมาณปี 2549 -
2550 ใน "ยุทธการพิทักษ์แดนใต้" ซึ่งมีการนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้
ประกอบในการปิดล้อมตรวจค้นตามหมู่บ้าน ต่างๆ โดยเมื่อเครื่องตรวจ
เจอสารซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิด เครื่องจะชี้ปลายเสาอากาศ
ไปยังตำแหน่งที่มีสารดังกล่าวอยู่



ในการปิดล้อมตรวจค้นช่วงเวลานั้น มีการควบคุมตัวประชาชนจำนวน
มากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อพบว่าเครื่องมือชนิดนี้มีปฏิกิริยาต่อบุคคล
รวมถึงวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันในพื้นที่จัง
หวัดชายแดนภาคใต้



มีรายงานจากบริษัทผู้ผลิตเครื่อง จีที 200 บริษัทหนึ่งว่า เครื่องนี้จะมี
ปฏิกิริยาต่อ "สารยูเรีย" ซึ่งเป็นสารตั้งต้นชนิดหนึ่งที่ใช้ในการประกอบ
วัตถุระเบิด และเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่เป็นส่วนประกอบของ "ปุ๋ย
เคมี" ซึ่งนิยมอย่างใช้กันอย่างแพร่หลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่ง
เป็นสังคมเกษตรกรรม



ท่ามกลางการตั้งคำถามและคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแม่นยำจากบรร
ดานักสิทธิ มนุษยชนและราษฎรจำนวนมากในพื้นที่ โดยมีรายงานของ
องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า เครื่องมือชนิดนี้ได้ชี้การปนเปื้อนสารประ
กอบวัตถุระเบิดแม้ในคนพิการ หญิงตั้งครรภ์ หรือแม้แต่เด็ก



มีรายงานว่าในการตรวจค้นครั้งหนึ่งเครื่องชี้ไปยังกล่องกระดาษกล่อง
หนึ่งทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่าภายในกล่องนั้นน่า
จะต้องมีวัตถุหรือสารที่เกี่ยวข้องกับระเบิด แต่เมื่อเปิดดูภายในกลับพบ
ว่าเป็นเำพียงกล่องที่บรรจุผ้าอนามัยที่นำมาขายใน หมู่บ้าน



ไม่ต่างจากอีกกรณีในการปิดล้อมตรวจค้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ใน
บริเวณบ้านของผู้หญิงคนหนึ่ง เครื่องได้มีปฏิกิริยาที่บริเวณปลายยอด
ของต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าจะต้องมีคนนำวัตถุหรือ
สารประกอบวัตถุระเบิดไปซุก ซ่อนเอาไว้ แต่เมื่อได้ปีนขึ้นไปดู พบถุง
พลาสติกเก่าๆ ใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกดูภายในกลับพบว่าเป็นเพียงถุงใส่
น้ำมันมะพร้าวที่คาดว่าหนูคงจะ คาบขึ้นไปทิ้งไว้บนยอดมะพร้าว



หรือกรณีงานบุญที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในขณะที่ผู้คน
มาช่วยกันทำอาหาร เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการ หน่วยเฉพาะกิจ
ปัตตานี 24 ที่มาดูแลความปลอดภัยภายในวัด ได้ใช้เครื่อง จีทีตรวจ
สอบรอบ ๆ บริเวณโรงครัวภายในวัด เครื่องดังกล่าวได้ชี้ไปที่หม้อใส่
แกงหม้อหนึ่งทำให้เป็นที่สงสัยของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง



ในขณะที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความคลางแคลงใจต่อ
ประสิทธิภาพของ เครื่องมือชิ้นนี้ หน่วยงานความั่นคงกลับมีความมั่นใจ
ในการใช้งานมากขึ้น มีการสั่งซื้อเครื่องมือดังกล่าวเพิ่มขึ้น



ในคำเบิกความเป็นพยานในคดีที่ญาติของผู้ถูกนำตัวมาควบคุมตัวภาย
ใต้โครงการ อบรมการฝึกอาชีพ 4 เดือนโดยไม่สมัครใจที่ค่ายทหารใน
จ.ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2550 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้
มีการไต่สวนว่าการอบรมครั้งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีนายทหาร
ระดับสูงจาก กอ.รมน.ภาค 4 ท่านหนึ่งให้การต่อศาลว่า บุคคลที่ถูกนำ
ตัวมาควบคุมภายใต้โครงการฝึกอาชีพดังกล่าว ต้องสงสัยว่ามีความ
เกี่ยวข้องกับการประกอบวัตถุระเบิด เนื่องจากเครื่องตรวจจับ (จีที 200)
มีปฏิกิริยาต่อพวกเขา



รวมถึงกรณีของ นายยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ อ.รือ
เสาะ จ.นราธิวาส ที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตภายหลังถูกเจ้าหน้าควบคุมตัว
จากการปิดล้อมตรวจค้นใน หมู่บ้านของเขา ก็พบเช่นกันว่าเครื่องมือ
ชนิดนี้แสดงปฏิกิริยาต่อบริเวณบ้านและมัสยิดที่นาย ยะผาเป็นอิหม่ามอยู่



แม้หน่วยงานความมั่นคงจะพยายามชี้แจงว่า เครื่องมือชนิดนี้เป็นเพียง
เครื่องมือเบื้องต้นที่ใช้ในการตรวจสอบ แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเสมือน
ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติซึ่งใช้เครื่องมือชนิด นี้ได้พิพากษาตัดสินไปแล้วว่า
ผู้ซึ่งถูกเครื่องมือนี้ชี้คือ "ผู้กระทำผิด"



คงจำกันได้ถึงความผิดพลาดจากการใช้เครื่อง จีที 200 เมื่อไม่นานมานี้
กรณีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามอาก้า และเอ็ม
16 กราดยิง นายโกศล เกษมสุข อายุ 48 ปี และนางผ่องศรี เกษมสุข
อายุ 45 ปี ซึ่งออกจากบ้านในพื้นที่หมู่ 9 บ้านปลักใหญ่ ต.ปากล่อ
อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อเดินทางไปกรีดยางห่างจากบ้านประมาณ 3
กิโลเมตรจนเสียชีวิต ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุ ได้ทำการ
ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ด้วยเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200
เครื่องตรวจสอบดังกล่าว ตรวจไม่พบวัตถุระเบิดในที่เกิดเหตุ รวมทั้งใน
ร่างของผู้ตายทั้งสอง เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปเพื่อยกร่างของผู้ตาย แต่แล้ว
ก็เกิดระเบิดขึ้น ทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ



เหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" กลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อบ่ายวัน
ที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงทำให้เครื่องมือชนิดนี้ถูกตั้งคำถามอีกครั้งจากผู้คน
ในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ รวมถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ถึงประสิทธิภาพ
และความแม่นยำในการทำงาน เพราะก่อนเกิดระเบิดได้มีประชาชนแจ้ง
ให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบรถต้อง สงสัยคันที่เกิดระเบิดโดยใช้
เครื่องมือชนิดนี้แล้ว แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ กระทั่งเกิดการ
สูญเสียดังกล่าว

และแม้หน่วยงานความมั่นคงจะยืนยันตรงกันว่า ความผิดพลาดไม่ได้เกิด
จากตัวเครื่อง ซึ่งมีนัยที่สื่อถึงการใช้งบประมาณของกองทัพในการจัดซื้อ
เครื่องมือชนิดนี้ ว่าไม่มีความบกพร่อง หากแต่ทำให้เกิดคำถามกลับไปยัง
ผู้เกี่ยวข้องว่า แล้วความผิดพลาดเกิดจากอะไรกันแน่ ที่สำคัญใครจะเป็น
ผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว โดยเฉพาะที่ผ่านมาการใช้เครื่อง
มือชนิดนี้ได้ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษย ชนหลายต่อหลายครั้ง และ
ทุกครั้งก็ไม่เคยมีคำตอบจากหน่วยงานความมั่นคงถึงความรับผิดชอบใดๆ



ในขณะที่เจ้าหน้าที่มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้
แต่หน่วยงานความมั่นคงน่าจะเกิดความตระหนักมากขึ้นว่า ผลกระทบ
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เครืองมือชนิดนี้ได้สร้างความไม่ไว้วางใจของ
ราษฎรต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งงานตรวจค้นและงานการ
ข่าวต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือเครื่อง จีที 200 ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการยุติธรรมในการหาค้นพยานหลักฐาน ซึ่งหากปราศจากความ
ถูกต้องแม่นยำและความน่าเชื่อถือเสียแล้ว คงเป็นการยากที่จะทำให้
ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นที่มี เจ้าหน้าที่ทหารเข้า
ไปเกี่ยวข้อง...



ในยุคสมัยที่การเมืองไม่สามารถนำการทหารได้จริง!


เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดและสารเสพติด GT200 (GT200 Substance
Detection Device)
ผู้ผลิต: Global Technical Ltd., Kent, UK

ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย: Electronic K9 Singapore Private
Limited., Singapore (www.e-k9.net)

อธิบายอุปกรณ์

. GT200 เป็นอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตอ้างว่ามีความสามารถในการตรวจจับสาร
จำพวก วัตถุระเบิด ยาเสพติด ธาตุบางชนิด หรือแม้แต่ร่างกายมนุษย์ได้

. ชุดอุปกรณ์มีสองส่วนสาคัญ คือ ตัวเครื่องซึ่งประกอบไปด้วยส่วนด้าม
จับและส่วนเสาอากาศ สาหรับใช้ในการตรวจค้น และ sensor card ซึ่งมี
หลายชนิดตามแต่สารที่ต้องการตรวจในขณะนั้นๆ โดยเมื่อทาการเสียบ
การ์ดชนิดใดเข้าไปในตัวเครื่อง ก็จะทำให้สามารถตรวจจับสารชนิด
นั้น ๆได้

. จุดเชื่อมต่อระหว่างเสาอากาศกับตัวเครื่อง เป็นข้อต่อแบบหมุน ทำให้
เสาอากาศสามารถหมุนไปมาได้โดยอิสระแม้โดยการเอียงมือที่ถือ
เพียงเล็กน้อย

วิธีการใช้งานอุปกรณ์:

1. ผู้ใช้ถืออุปกรณ์ในท่ายืนตรง จัดเสาอากาศให้หันไปข้างหน้า
2. ผู้ใช้ขยับตัวหรือหายใจขึ้น-ลงเล็กน้อย เพื่อสร้างประจุไฟฟ้าสถิต
    ซึ่งเป็นพลังงานหลักอย่างเดียวที่อุปกรณ์ใช้ในการทำงาน(ตามทีี่่
    ผู้ผลิตระบุ)
3. ผู้ใช้เดินผ่านไปยังบริเวณที่ต้องการตรวจสอบวัตถุ หากเสาอากาศ
    เกิดการหันไปทิศทางใด ก็แสดงว่ามีสิ่งที่ต้องการหาในทิศนั้น
4. การระบุตาแหน่งแน่นอน ต้องทาการค้นหาสองหรือสามครั้งในแนว
    การเดินที่ต่างกัน เพื่อหาจุดตัด

วัตถุที่ตัวแทนจาหน่ายระบุว่าสามารถตรวจจับได้
(ข้อมูลจากเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่าย)

วัตถุระเบิด
ดินปืน ดินดำ กระสุนปืน ระเบิดพลาสติกทั่วไป รวมถึง C4 และ semtex
ไดนาไมท์ สารจุดระเบิด เช่น ไนโตรกลีเซอรีน สารประกอบระเบิดจาก
ปุ๋ยเช่น แอมโมเนียมไนเตรต

สารเสพติด
โคเคน ใบโกโก้ ยาที่มีสารประกอบโคเคน เฮโรอีน ยาที่มีสารประกอบ
เฮโรอีน กัญชา ยาสูบที่มีปริมาณมาก (ทั้งใบยาสูบหรือบุหรี่) ยาบ้า ยาอี
แอลเอสดี ฝิ่น สารประกอบจากฝิ่น มอฟีน ยาเค

สารอื่นๆ
ร่างกายมนุษย์, ยูเรเนียมอะซีเตต (ใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ หรือเป็น
ส่วนประกอบในวัตถุระเบิด), ทอง, งาช้าง, ยาพิษ,ธนบัตร, ยาสูบ

ข้อมูลจำเพาะของอุปกรณ์ (แปลจากเว็บไซต์ตัวแทนจาหน่าย เน้นคำ
สำคัญโดยผู้เรียบเรียง)

ขนาด:173 มม.x เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 มม. น้ำหนัก: 450 กรัม

เวลาสูงสุดในการใช้งานแต่ละครั้ง: ไม่จำกัด เนื่องจากใช้พลังงานจาก
                                                       ไฟฟ้าสถิต

หลักการในการตรวจสอบ: คุณสมบัติการดูดแม่เหล็ก
                                         (DIA/PARA magnetism)

ระยะการตรวจจับสาร: ระยะทั่วไป 700 เมตร
                                     ในน้ำ ลึก 800 เมตร
                                      ใต้ดิน ลึก  60 เมตร
                                        ในอากาศ 4 กิโลเมตร

ปริมาณสารต่ำาสุดที่ตรวจจับได้: ในระดับ pictogram
                                                     (หนึ่งส่วนล้านล้านกรัม)

อุณหภูมิที่ทางานได้: -40ํํ c. ถึง +65 c.

จำนวนชนิดของสารที่ตรวจจับได้: สูงสุดจำนวน 74 สาร

จำนวนชนิดของสารที่สามารถระบุได้ในการใช้งานแต่ละครั้ง: 1

ความสามารถในการตรวจจับสารที่ถูกบดบัง: สามารถตรวจทะลุ เหล็ก
                                                                           ไม้ น้า และตะกั่วได้

ความสามารถในการตรวจจับสารที่ถูกนำเข้าร่างกายแล้ว
สามารถตรวจสารเสพติดที่เข้าร่างกายไปแล้วถึง 2 สัปดาห์หรือมากกว่า
นั้นได้

ข้อบ่งชี้เพิ่มเติม แปลจากที่กล่าวอ้างในเว็บไซต์ของตัวแทนจาหน่าย
เน้นคำสำคัญโดยผู้เรียบเรียง

. “เครื่องมือ GT200 ทำงานตามหลักการ dia/para magnetism
(สมบัติการดูด/ผลักแม่เหล็ก) ซึ่งเป็นสมบัติตามธรรมชาติของสารทุก
ชนิดที่จะมีประจุแม่เหล็กอยู่ในเนื้อสาร ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นโดยกระแสไฟ
ฟ้าสถิตแล้วก็จะก่อให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างสารที่ต้องการตรวจจับกับ
เครื่อง "GT200”

. “จนถึงวันนี้ เรายังไม่พบสิ่งใดที่สามารถยับยั้งหรือขัดขวางสัญญาณ
ของสารที่ต้องการตรวจจับไม่ให้ถูกตรวจหาได้้"

“ตัวเครื่อง GT200 จะไม่มีการปล่อยรังสีหรือสิ่งอันตรายใดๆ ออกมา
เพราะตัวเครื่องจะทางานโดยการถูกกระตุ้น กล่าวคือ เป็นแค่ีเครื่องรับ
สัญญาณเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องปล่อยสัญญาณ”

“เครื่อง GT200 สามารถตรวจจับสารได้ที่ปริมาณน้อยกว่า 30 ปิโคกรัม
ซึ่งถือว่าเป็นขั้นต่าสุดที่เครื่อง IMS (Ion Mobility Spectrometer -
เครื่องตรวจจับสารจากสารระเหย หรือที่เรียกกันว่า จมูกอิเล็กโทรนิกส์)
ทั่วๆ ไปจะตรวจจับได้ เพราะฉะนั้นด้วยความละเอียดในการตรวจจับระ
ดับนี้ แม้เครื่อง GT200 จะระบุการตรวจพบสาร แต่การค้นหาด้วยตาหรือ
เครื่องมืออื่นๆ ให้ผลลัพธ์เป็นลบก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีสารนั้นอยู่”

ประเทศที่มีการใช้อุปกรณ์ GT200 (ตามคำกล่าวอ้างของผู้ผลิตและตัว
แทนจาหน่าย และข่าวสื่อสารมวลชน)

ไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย เนเธอแลนด์ สหราชอาณาจักร (ขณะนี้ หน่วย
งานของสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์ปฎฺิเสธข้อกล่าวอ้างนี้แล้ว:
ผู้เรียบเรียง) อิรัก (มีใช้เฉพาะกองทัพอิรัก ไม่ใช่กองทัพอเมริกันในอิรัก)
ปัจจุบันตัวแทนจำหน่ายกล่าวอ้างว่ามีการใช้งาน GT200 ใน 25 ประเทศ
ทั่วโลก

ราคาของเครื่อง GT200 ที่ทางการไทยสั่งซื้อ: 900,000 บาทต่อเครื่อง
(ข้อมูลจากเอกสารแนบท้าย 9)

สาเหตุที่เครื่อง GT200 ไม่สามารถใช้งานได้ตามที่กล่าวอ้าง
1. หลักการค้นหาที่กล่าวอ้าง ไม่สามารถทาได้จริงในเชิงวิทยาศาสตร์
ผู้ผลิต (และตัวแทนจาหน่าย) อ้างว่าได้ใช้ “สมบัติการดูด/ผลักแม่เหล็ก”
ของสสารในการระบุชนิดของสารที่ตรวจ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวมีอยู่จริง
แต่มีแรงที่อ่อนมาก ไม่สามารถส่งผลได้ไกลถึง 700 เมตรตามระยะการ
ตรวจจับของเครื่อง GT200 ตามที่อ้างไว้ (ลองจินตนาการถึงการใช้แม่
เหล็กติดตู้เย็นดูดคลิปหนีบกระดาษ จะเห็นว่าไม่ถึงหนึ่งเมตรแรงของแม่
เหล็กก็ไม่สามารถดูดคลิปหนีบกระดาษได้แล้ว) โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณ
จากแรงดังกล่าว ถูกรบกวนโดยคลื่นแม่เหล็กมากมายรอบตัวเรา (คลื่น
วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร หรือแม้แต่คลื่นรบกวนของ
บรรยากาศโลก) จึงไม่มีทางที่จะตรวจจับสมบัติดังกล่าวของสสารได้ใน
ระยะไกลเท่าที่อ้างเลย

อีกประการหนึ่ง การตรวจจับสมบัติทางแม่เหล็กของสสาร ต้องอาศัย
สนามแม่เหล็กในการตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้พลังงานปริมาณมากในการ
ผลิต แต่ตัวเครื่อง GT200 กลับไม่มีการใช้แบตเตอรี่ใดๆ แต่ใช้แค่พลัง
งานไฟฟ้าสถิต ซึ่งไม่เพียงพอในการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้มาก
พอที่จะส่งผลไกลถึง 700 เมตร ในขณะเดียวกัน วัตถุที่ตรวจหา เช่น
สารเสพติด วัตถุระเบิด ก็ไม่มีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเช่น
กันจึงพูดได้ว่า ระยะเป็นร้อย ๆ เมตรนั้น ถ้าทั้งตัวเครื่องและตัวสาร ไม่
มีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งคู่ ก็ไม่มีทางส่งผลถึงกันได้เลย

ผู้ที่สงสัยในเรื่องนี้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการค้นหานี้ สามารถ
สอบถามนักฟิสิกส์ นักเคมีกายภาพ หรือ วิศวกรไฟฟ้าที่มีความเชี่ยว
ชาญได้ทุกท่าน โดยทุกคนจะให้คาตอบที่ตรงกันว่า เป็นไปไม่ได้

2. ไม่มีการนำเครื่อง GT200 (หรือเครื่องที่คล้ายกัน) ไปใช้ในห้องทด
ลองทางวิทยาศาสตร์

ดังนั้น ด้วยหลักสามัญสานึก หากเครื่อง GT200 ทาได้ตามที่กล่าวอ้าง
จริงทั้งทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก และหน่วยงานทางการ
ทหารและความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป ย่อมต้องนาเครื่อง
มือชนิดนี้หรือหลักการตรวจสอบแบบนี้ไปใช้จริงเป็นจานวนมหาศาล
แล้วแต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีการนาไปใช้งานเลยนอกจากหน่วยงาน
ของประเทศโลกที่สามเท่านั้น (อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฯลฯ)

3. มีรายงานแจ้งเตือนการหลอกลวงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงาน
ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และมีการดำเนินคดีโดย FBI กับผู้ผลิตเครื่อง
ตรวจจับหลอกลวงทานองนี้แล้ว

ก่อนหน้าที่บริษัท Global Technical จะผลิตเครื่อง GT200 ออกมา ทาง
บริษัทเคยมีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันที่มีชื่อว่า MOLE Substance Detector
ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานและหลักการทางานที่กล่าวอ้างเหมือนกันกับ
GT200 แต่ต่างกันเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งเครื่อง MOLE ได้ถูกทด
สอบโดยห้องปฏิบัติการสังกัดกระทรวงยุติธรรมสหรัฐและพบว่า ไม่มี
ความสามารถในการตรวจจับแต่อย่างใด (ในภาษาของรายงานทาง
วิทยาศาสตร์ใช้คาว่า equal to random chance ซี่งหมายถึง มีค่าเทียบ
เท่ากับการเดาสุ่ม) หลังจากมีรายงานการทดสอบฉบับนี้ออกมา (อ่าน
ได้จากเอกสารแนบท้าย 6) บริษัท Global Technical ก็ได้เลิกขาย MOLE
ไป แต่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ GT200 มาแทนและไม่เดยนำไปขายใน
สหรัฐอเมริกาอีกเลย

อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว คือการจับกุมบริษัทผู้ผลิตเครื่อง
ตรวจจับสารหลอกลวงอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งซึ่งมีึชื่อว่า Quadro Tracker ซึ่ง
ถูกจับกุมโดย FBI ในข้อหาขายผลิตภัณฑ์หลอกลวง ในปี 1996 (ซึ่งส่ง
ผลให้บริษัทและผู้บริหารถูกจับ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้ออานวยการสั่ง
ซื้อถูกไล่ออกและดาเนินคดีในปี 1997) (อ่านเพิ่มเติมได้ในเอกสารแนบ
ท้าย 5)

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันในชื่อ Sniffex ซึ่งกล่าวอ้างคุณสมบัติ
แบบเดียวกัน ก็ได้ถูกประเมินอย่างเป็นทางการโดยกองทัพเรือสหรัฐแล้ว
ผลการประเมินคือ ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่กล่าวอ้าง (อ่านเพิ่ม
เติมในเอกสารแนบท้าย 7)

สาเหตุที่เครื่อง GT200 ขายได้ในไทยและประเทศโลกที่สาม

1. รูปแบบการใช้งานกำกวม ถูกบิดเบือนผลลัพธ์โดยผู้ใช้ได้ง่ายตาม
ความเชื่อ  เนื่องจากเครื่องมือนี้มีการรายงานผลลัพธ์อย่างกว้าง ๆ (ใช้
เสาชี้) ไม่ได้มีการอ่านค่าเป็นตัวเลข หรือมีสัญญานเตือน (เหมือนเช่น
เครื่องตรวจหาอื่น ๆ เช่น เครื่องตรวจหารังสี ตรวจโลหะ) แต่อย่างใด
เมื่อเสาชี้ไปทางใด ผู้ค้นหาก็ทำการเดินหาอย่างกว้าง ๆ ในทิศทางหรือ
จุดตัดนั้นๆ ถ้าหาเจอวัตถุที่ต้องการ ก็จะยกประโยชน์ให้ว่าเครื่องหาเจอ
โดยเฉพาะเมื่อใช้เครือ่งนี้หาวัตถุเป้าหมายเจอในพื้นที่เสี่ยงที่มีวัตถุเป้า
หมายมากอยู่แล้ว (เช่นหมู่บ้านตามชายแดนที่มียาเสพติดเกือบทุกบ้าน
ซึี่่งจริง ๆ ในกรณีแบบนี้ แม้แต่การสุ่มตรวจก็ยังมีโอกาสหาเจอสูง) แต่
หากไม่เจอ ก็จะบอกได้ว่ามีการปนเปื้อนหรือวัตถุถูกปิดบัง/กลบโดยวัตถุ
อื่นอยู่ ทำให้หาไม่เจอ

ที่กล่าวอ้างได้เช่นนี้เนื่องจากผู้ผลิตได้กล่าวอ้างความไวและความทะลุ
ทะลวงของเครื่องไว้สูงมาก ทาให้สามารถใช้คำพูดทำนอง “วัตถุมีอยู่
เครื่องหาเจอ แต่คนหาไม่เจอเพราะมีการปนเปื้อนปริมาณน้อยลง มอง
ไม่เห็น หรือถูกฝัง/ปิดบังอยู่” ได้

2. การขาดระเบียบวิธีและสามัญสานึก (common sense) ทางวิทยาศาสตร์

การทดสอบใช้งานเครื่อง GT200 ก่อนการจัดซื้อของทางการไทย (เท่า
ที่ผู้เรียบเรียงได้ทราบมา) นอกเหนือจากการสาธิตให้ดูของตัวแทน
จาหน่ายแล้ว ก็ได้กระทาโดยการนาตัวอย่างสารไปวาง หรือกลบฝังใน
ตำแหน่งใดตาแหน่งหนึ่งแล้วให้ผู้ค้นหาถือเครื่องมือดังกล่าวออกค้นหา
โดยผู้ค้นหารู้ตาแหน่งที่สารตัวอย่างถูกวางอยู่แล้ว เมื่อทำการค้นหาเจอ
ก็เขียนรายงานกันว่าเครื่องมือใช้ได้จริง ซึ่งตามหลักแล้วการทดลองเช่น
นี้เชื่อถือไม่ได้ เนื่องจากการที่ผู้ตรวจหารู้ตำแหน่งของเป้าหมายแล้ว ก็
อาจส่งผลเบี่ยงเบนการตรวจหาได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ เมื่อผู้ค้นหาเดิน
ผ่านตำแหน่งเป้าหมาย การรู้ตาแหน่งเป้าหมายอาจทาให้ผู้ค้นหาเอียง
มือหรือเลิกประคองเสาอากาศได้ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ซึ่งปรา
กฎการณ์เช่นนี้มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า ideomotor effect และเป็นปรากฏ
การณ์เดียวกับที่เกิดในการเล่นผีถ้วยแก้ว (เรื่องอคติส่วนบุคคลนี้ อาจ
เทียบได้กับการทดสอบคุณภาพเครื่องเสียง ที่ถ้าผู้ทดสอบฟังรู้ว่าสิ่งที่
ตนกำลังฟังเป็นเครื่องเสียงราคาแพง ก็อาจคิดไปเองได้ว่าเสียงที่ออก
มามีคุณภาพดี)

ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว การทดสอบใดๆ ที่อาจมีอคติของบุคคลเข้ามา
เกี่ยวข้อง ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า double blind test ซึ่งมีหลักการ
ง่ายๆ คือ ผู้ที่ทาการค้นหา ต้องไม่รู้ตาแหน่งของวัตถุเป้าหมายมาก่อน
ซึ่งทำได้โดยการกันผู้ค้นหาออกไปในขณะที่ผู้เตรียมการทดลองทาการ
ซ่อนเป้าหมาย และห้ามให้ผู้ค้นหาสื่อสารหรือพบเจอกับผู้รู้ที่ซ่อนโดย
เด็ดขาด ซึ่งหากทาได้เช่นนี้แล้ว ผู้ค้นหายังค้นหาเป้าหมายเจอใน
หลาย ๆ ครั้งมากกว่าการเดา จึงจะถือได้ว่าเครื่องมือที่ใข้ค้นหานั้นมีประ
สิทธิภาพจริง (เทียบกับการทดสอบเครื่องเสียง ก็คือการกันไม่ให้ผู้ตรวจ
สอบฟังรู้ว่าเสียงที่ออกมานี้เป็นของเครื่องเสียงยี่ห้ออะไร ให้ฟังแต่เสียง
ได้อย่างเดียวซึ่งจะตัดอคติความเชื่อส่วนบุคคลไปได้)

การทดสอบของหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นก็ใช้วิธีการ double
blind test ง่ายๆ นี้เช่นเดียวกัน โดยการซ่อนเป้าหมายไว้ในกล่องกระดาษ
หนึ่งในสี่กล่อง (คือจะสุ่มใส่ในหนึ่งกล่อง อีกสามกล่องเป็นกล่องว่าง)
โดยไม่ให้ผู้ค้นหารู้ จากนั้นกันผู้ซ่อนออก แล้วให้ผู้ค้นหาเข้ามาหาแล้ว
รายงานผล ทำเช่นนี้ 20 ครั้ง ถ้าตรวจหาได้มากกว่าประมาณ 1 ใน 4 (ซึ่ง
เป็นโอกาสถูกจากการเดาสุ่ม) มากๆ จึงจะถือว่าใช้งานได้ แต่ผลลัพธ์
การตรวจออกมาถูกแค่6 ใน 20 จึงสรุปได้ว่าเครื่องมือนี้ใช้งานไม่ได้
(อ่านเพิ่มเติม) ได้ในเอกสารแนบท้าย 6)

สำหรับแนวทางขั้นตอนการทดสอบอย่างง่าย (หากประสงค์จะจัดการ
ทดสอบ) สามารถอ่านได้ในหัวข้อตอนท้ายของเอกสารฉบับนี้

3. การสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย
ในการขายเครื่องมือ GT200 นี้ให้แก่หน่วยงานของไทย ทางตัวแทน
จำหน่าย (จากสิงคโปร์) ได้จัดให้มีการอบรม เพื่อบรรยายสรรพคุณและ
วิธีการใช้งาน จากนั้นก็ให้ชาวต่างชาติ (ฝรั่ง) ที่มีลักษณะบุคลิกคล้าย
ทหารมาสาธิตการใช้งานและจัดการทดสอบแบบปลอม ๆ (คือไม่ได้ใช้
วิธี double blind ตามที่บรรยายไว้ในข้อ 2) ขึ้น พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่า
เครื่องมือนี้ถูกใช้งานในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งกองทัพของสหราชอา
ณาจักรด้วย* ทำให้สร้างความน่าเชื่อถือกับตัวแทนหน่วยงานของไทย
ได้เป็นอย่างมาก

*กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้าง
นี้ รวมถึงสั่งให้บริษัทนำข้อความโฆษณาดังกล่าวออกจากเว็บไซด์แล้ว
(อ่านเพิ่มเติมได้จากเอกสารแนบท้าย 8)

หน่วยงานของไทยที่มีอุปกรณ์ GT200 ในการใช้งาน (ข้อมูลส่วนหนึ่ง
ไม่เป็นทางการ ระบุเท่าที่ผู้เรียบเรียงทราบ)

กองทัพบก (มากกว่า 200 เครื่องเป็นอย่างต่ำ)
o กรมสรรพาวุธทหารบก
o กองทัพทั้งสี่ภาค
o กองกาลังส่วนหน้าทั้งหมด

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ กองทัพอากาศ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ, กรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ
สานักงานตารวจแห่งชาติ
o สานักงานตรวจคนเข้าเมือง
o สานักงานนิติวิทยาศาสตร์ตารวจ
o ตารวจตระเวนชายแดน หน่วยที่ปฏิบัติงานตามชายแดน โดยเฉพาะ
   ชายแดนภาคใต้
o กองบัญชาการตารวจนครบาล

สานักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
สานักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สานักงานในเขตชายแดนภาคใต้

อุปกรณ์ที่มีลักษณะและรูปแบบการทางานที่คล้ายกัน ภายใต้เครื่องหมาย
การค้าหรือบริษัทอื่น
Sniffex, Sniffex Plus, Alpha6 (มีใช้ในไทย), ADE651, MOLE,
Quadro Tracker

ผลเสียและอันตรายจากการใช้งาน เครื่อง GT200 หากตัวอุปกรณ์ดัง
กล่าวไม่สามารถทางานได้ตามที่กล่าวอ้าง

1. สูญเสียงบประมาณประเทศไปกับอุปกรณ์ที่ใช้งานไม่ได้จริงโดยเครื่อง
GT200 นี้ถูกสั่งซื้อเข้ามาใช้งานในไทย ในราคาเครื่องละประมาณเก้า
แสนบาท จานวนเท่าที่ทราบตอนนี้มีมากกว่า 200 เครื่องเป็นอย่างต่ำ

2. เจ้าหน้าที่สูญเสียวิจารญาณในการทางาน เนื่องจากผลการตรวจสอบที่
ผิดพลาดของเครื่อง(ที่มีประสิทธิภาพเท่าการเดาสุ่ม) ซึ่งส่งผลต่อความ
เสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกรณีของ false negative (คือ มีสาร
ตัวอย่างจริง แต่ตรวจไม่พบ ที่เกิดกับกรณีของวัตถุระเบิดหรืออาวุธปืน*

3. ความเสี่ยงของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามการทำงานที่ผิดพลาดของเจ้า
หน้าที่ อันเป็นผลมาจากข้อ 2

4. เจ้าหน้าที่ทางนิติวิทยาและหน่วยสืบสวนนาผลการตรวจสอบของเครื่อง
มือดังกล่าว (ซึ่งใช้ไม่ได้จริง) เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารูปคดี
และให้การในชั้นศาล (ปัจจุบันผลของเครื่อง GT200 ไม่สามารถใช้อ้าง
ในศาลได้แต่อาจส่งผลต่อคาให้การของเจ้าหน้าที่) รวมถึงได้มีการอ้าง
ผลการตรวจของเครื่องออกทางสื่อมวลชน** อันอาจก่อให้เกิดความเข้า
ใจผิดของประชาชนต่อเหตุการณ์หรือรูปคดีได้

5. การอ้างผลการตรวจของอุปกรณ์ GT200 เพื่อทาการตรวจค้นหรือ
ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป ในกรณีของ false positive (คือไม่มี
สาร แต่เครื่องตรวจพบ) อาจทาให้เกิดผลเสียที่บานปลายได้ โดยเฉพาะ
ในสถานการณ์ภาคใต้ ที่เจ้าหน้าที่มีอานาจตามกฏสถานการณ์ฉุกเฉินใน
ภาคใต้ ให้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ ***

* ดูเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้าย 1 และ 2 (ชุดเก็บกู้ระเบิดของ ตชด. โดน
ระเบิดเสียชีวิตสามนายที่ อ.ปานาเระ) (คาร์บอมบ์สุไหง-โกลก)

* ดูเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้าย 3 (การพิสูจน์หลักฐานกรณีระเบิดม็อบ
พันธมิตร)

***เพื่มเติมในเอกสารแนบท้าย 4 (รายงานความขัดแย้งระหว่าง จนท.
กับชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนใต้ จากกรณีเครื่อง GT200)

เอกสารแนบท้าย
1. ข่าวการเสียชีวิตของชุดกู้ระเบิดตชด. สามนายที่ปานาเระ
2. ข่าวเครื่อง GT200 ทางานผิดพลาดในกรณีคาร์บอม ที่ อ.สุไหง-โกลก
3. ข่าวที่มีการอ้างผลการตรวจสอบจากเครื่อง GT200 ในการสืบสวนคดี
    (การพิสูจน์หลักฐานกรณีระเบิดม๊อบพันธมิตร)
4. ข่าวรายงานความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านที่เกิดจากการใช้
    งานเครื่อง GT200
5. ข่าวการจับกุมบริษัทผู้ผลิต Quadro Tracker โดย FBI ในปี 1996
6. รายงานผลการตรวจสอบเครื่อง MOLE จาก Sandia National
Laboratories กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
7. รายงานผลการตรวจสอบเครื่อง Sniffex จากกองทัพเรือสหรัฐฯ
8. หนังสือชี้แจงปฏิเสธคากล่าวอ้างของผู้ผลิต GT200 จาก Minister
for Defence Equipment and Support, Royal British Army
9. เอกสารจากกองทัพบกที่มีข้อมูลราคาของเครื่อง GT200

เอกสารประกอบ 1 จาก

เอกสารประกอบ 2 จาก http://www.blogger.com/goog_1255947532029
m_newsid=255210070052&tb=N255210
ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : ยะลา(สวท.) Rewriter : ภัทรศรี วนิชาชีวะ
สานักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th

เอกสารประกอบ 3 จาก

เอกสารประกอบ 4 จาก http://www.blogger.com/goog_1255945362083
When faulty technology can cost police lives
Writer:  Abdulloh Benjakat
Published: 28/06/2009 at 12:00 AM

เอกสารประกอบ 5
FBI Calls Drug "Detection" Device "A Fraud"
LAW ENFORCEMENT
March 1996

เอกสารประกอบ 6 เอกสารที่แนบมาด้วย
“Double-Blind Field Evaluation of the MOLE Programmable
Detection System” โดย Sandia National Laboratories,
US Department of Justice

เอกสารประกอบ 7 เอกสารที่แนบมาด้วย
“Test Report: The Detection Capability of the Sniffex
Handheld Explosives Detector” โดย Naval EOD Technology,
Us Navy

เอกสารประกอบ 8 เอกสารที่แนบมาด้วย
“หนังสือเลขที่ D/MSU/7/4/9/is” โดย Minister for Defence
Equipment &amp: Support, UK
เอกสารประกอบ 9 เอกสารที่แนบมาด้วย
“สรุปรายงานการประชุมกรมฝ่ายยุทธบริการ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๒”
กองทัพบกไทย

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

7 - 11 ตุลา...อาละวาดถล่มเมือง ถึง วันตาสว่างแห่งชาติ

“ทุกคนก็ทราบดีว่าม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น หากเป็นม็อบธรรมดาเรื่องจบไป
นานแล้ว”  เป็นวิวาทะอันดุเดือดว่าด้วยกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตยบุก ยึดทำเนียบรัฐบาล โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.
มหาดไทย ตอบกระทู้ของฝ่ายค้านแทนนายกรัฐมนตรี ด้วยอารมณ์

เหตุการณ์เมื่อวันที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เข้าปิดล้อม
รัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลเข้าแถลงนโยบายได้  ก่อให้เกิดความสูญเสีย
ชีวิตและเลือดเนื้อทั้งของฝ่ายผู้ประท้วงและตำรวจมากมาย กระทั่งยัง
มีปัญหาคาใจกันอยู่ว่าใครก่อให้เกิดความรุนแรงในครั้งนั้น ฝ่ายผู้ประ
ท้วง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย  หรือ มือที่มองไม่เห็น?!!!!??



รถจี๊ปเชโรกี สีขาว ทะเบียน พต.-4755 กทม. ระเบิดเมื่อวันอังคารที่
๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้ตายคือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี สาเหตุการเสีย
ชีวิตมาจากกล้ามเนื้อฉีกขาดจากแรงระเบิด และมีไฟไหม้ตามร่าง
กาย เนื้อบางส่วนกระเด็นไปไกลถึง ๒๐ เมตร กระดูกข้อมือกระเด็น
ไปไกล ๑๐ เมตร ขาขวาไปอยู่ด้านหลังของเบาะหลังด้านซ้าย ส่วนศพ
นอนอยู่ระหว่างฟุตบาท และประตูด้านซ้ายของรถ นอกจากนี้ ยังพบ
สะเก็ดระเบิดกระจายตามร่างกาย

รถจี๊ปเชโรกี เป็นรถของลูกชาย นายไชยวัฒน์ งามจิตร อายุ ๕๔ ปี
ผู้ชุมนุมสายกองทัพธรรม ให้ปากคำว่าขับรถคันดังกล่าวมาจอดเพื่อ
เข้าร่วมชุมนุม และความรีบร้อนจึงจำไม่ได้ว่าล็อกประตูรถไว้หรือไม่
หลังจอดประมาณ ๑๐-๑๕ นาที รถเกิดระเบิดขึ้น ตำรวจให้สัมภาษณ์
ว่า...เป็นไปได้ผู้ตายนำระเบิดมา เพราะสภาพผู้ตาย และสภาพรถบ่ง
บอกว่าผู้ตายก้าวขาขวาเข้าไปฝั่งซ้ายของตัวรถ แล้วลักษณะท่าทาง
คล้ายกับก้มเอามือหยิบสิ่งของบางอย่างในห้องโดยสาร แต่เกิดระเบิด
ขึ้นมาเสียก่อนจะเป็นระเบิดชนิดซีโฟร์ ไดนาไมต์ หรือชนิดใดนั้น
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียด ส่วนวัตถุพยานและหลัก
ฐานอื่นๆ ในที่เกิดเหตุเก็บได้น้อยมาก เนื่องจากถูกเพลิงไหม้ ซึ่ง
ระเบิดดังกล่าวขอยืนยันเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง เพราะหลักฐาน
เท่าที่พบในที่เกิดเหตุนั้นเป็นแผงวงจรโทรศัพท์มือถือ ในข่าวระบุ
ด้วยว่าแผงวงจรนี้ติดอยู่ที่ลำคอผู้ตาย

ผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตผู้ตายคือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี สาเหตุ
การเสียชีวิตมาจากกล้ามเนื้อฉีกขาดจากแรงระเบิด และมีไฟไหม้
ตามร่างกาย เนื้อบางส่วนกระเด็นไปไกลถึง ๒๐ เมตร กระดูกข้อมือ
กระเด็นไปไกล ๑๐ เมตร ขาขวาไปอยู่ด้านหลังของเบาะหลังด้านซ้าย
ส่วนศพนอนอยู่ระหว่างฟุตบาท และประตูด้านซ้ายของรถ นอกจากนี้
ยังพบสะเก็ดระเบิดกระจายตามร่างกาย  จากกล้องวงจรปิดของกรุง
เทพมหานคร บล็อกโอเคเนชั่น ก็เชื่อว่าเป็นการวางระเบิด(ไม่น่าใช่
ยิงด้วย M 79) เสียงระเบิดดังขึ้นครั้งเดียวหนักแน่นมาก


อานุภาพระเบิดพุ่งทะลุหลังคารถขึ้นสู่เบื้องบนความสูงกว่า ๒๐ เมตร
เบาะด้านหลังเป็นหลุม เหล็กงอ ประตูรถทุกด้านเปิดออกหมดจาก
แรงระเบิดอัดดันคานเหล็กงอหลายด้าน และหลังคารถทะลุ แรง
ระเบิดอัดร่างของ "สารวัตรจ๊าบ" ดันประตูหลังด้านซ้ายงอทำให้ศพ
ออกมากองอยู่ข้างรถ สภาพใต้ท้องรถ ยางรถยนต์ มีสภาพสมบูรณ์
ไม่ได้โดนแรงระเบิดอะไรมากนัก

สารวัตรเมธี หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภาคอีสาน

สถาบัน นิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ข้อสรุป
สาเหตุการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้เข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 7
ตุลาคม 2551 บริเวณรัฐสภา กองบัญชาการตำรวจนครบาลและ
บริเวณโดยรอบ


1.กรณีการ เสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นายตำรวจนอก
ราชการ อดีต สวป.เมือง บุรีรัมย์ และเป็นน้องเขย นายการุณ ไสย
งาม สว.สจ.บุรีรัมย์

1.1 พฤติการณ์ โดยย่อเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เวลากลางวัน
พ.ต.ท.เมธีฯ ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร ที่บริเวณแยก
ขัตติยาณี หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กทม.
พ.ต.ท.เมธีฯ ได้เข้าไปในรถยนต์จิ๊ปเซโรกี้ หมายเลขทะเบียน
พต.9755 กทม. ขณะที่ พ.ต.ท.เมธีฯ อยู่ในรถคันดังกล่าว ได้
เกิดเหตุระเบิดขึ้น 1 ครั้ง ทำให้ พ.ต.ท.เมธีฯ เสียชีวิตทันที รถยนต์ฯ
ได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ในเวลาต่อมา มีการใช้อุปกรณ์
ดับเพลิงและรถดับเพลิงในการดับเพลิงจนสงบ ในห้วงเวลาดังกล่าว
ไม่มีการสลายฝูงชนแต่อย่างใด

1.2 การรักษาสถานที่เกิดเหตุและการตรวจสถานที่เกิดเหตุหลัง
เกิดเหตุแล้วเจ้า หน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิตได้เข้าไปรักษาที่เกิดเหตุ
แล้วแจ้งให้ กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดและ กองพิ
สูจน์หลักฐาน ร่วมตรวจที่เกิดเหตุ
1.3 พยานหลักฐานพบในที่เกิดเหตุ
1.3.1 เศษชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ
1.3.2 เศษคราบเขม่าวัตถุระเบิด
1.3.3 เศษภาชนะพลาสติกสีขาว
1.3.4 เชื้อปะทุไฟฟ้าทับพลเรือน 1 ดอก
1.3.5 เศษชิ้นส่วนโลหะ
1.3.6 เศษกระดาษการ์ดและซิบการ์ด

1.4 ชนิดของสารระเบิดที่ตรวจพบภายในรถยนต์ฯ และวัตถุ
พยานต่างๆ
- สารระเบิดแรงสูงชนิด ที.เอ็น.ที. สารระเบิดแรงสูงชนิด R.D.X.
- สารระเบิดแรงสูงชนิด ที.เอ็น.ที. จะจุดตัวจนเกิดการระเบิดขึ้น
ได้ต้องใช้เชื้อปะทุไฟฟ้า หรือเชื้อปะทุ ชนวน เท่านั้น
- สารระเบิด R.D.X. เป็นระเบิดแรงสูงที่ใช้บรรจุในหลอดเชื้อ
ประทุและฝักแคระเบิดทั่วไป
จาก พยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงน่าเชื่อได้ว่า พ.ต.ท.เมธีฯ
เสียชีวิตจากระเบิดแสวงเครื่องซึ่งทำงานโดยอาศัยกระแสไฟฟ้า
จากโทรศัพท์มือถือเป็นตัวจุดระเบิด และเกิดระเบิดภายในรถยนต์
ดังกล่าว มิได้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่อย่างใด


 
พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี                อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ

2.กรณีการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์

2.1 พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยย่อ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ช่วง
เวลาบ่าย กลุ่มผู้ชุมนุม จำนวนมาก ได้มุ่งหน้าไปที่กองบัญชาการ
ตำรวจนครบาล แต่ก่อนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาลเจ้าหน้าที่
ได้วางเครื่องกีดขวางไว้ และได้มีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ
เข้าไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรและระหว่าง การเจรจานายตำรวจ
ดังกล่าวถูกกลุ่มพันธมิตรทำร้ายได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึง
จำเป็นต้องป้องกันตัวและผลักดันกลุ่มพันธมิตรให้ถอยร่น ออกไป
โดยใช้แก๊สน้ำตาเป็นเครื่องผลักดันและสลายการชุมนุม เพื่อหลีก
เลี่ยงการใช้กำลัง หลังจากกลุ่มพันธมิตรถอยร่นไปแล้ว เจ้าหน้าที่
ตำรวจทราบภายหลัง มีกลุ่มผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต และผู้
เสียชีวิตทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ
หรือน้องโบว์ฯ

2.2 การรักษาสถานที่เกิดเหตุและผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
- หลังจาก น.ส.อังคณาฯ เสียชีวิตมีบุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
เป็นจำนวนมากเข้าไปในสถานที่เกิด เหตุ และเคลื่อยย้ายศพ
โดยพลการทำให้วัตถุพยานถูกทำลาย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปรักษาที่เกิดเหตุและตรวจ
สถานที่เกิดเหตุได้ เนื่องจากมีการปิดล้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม
- มีหน่วยงานบางหน่วยงานที่ไม่มีหน้าที่โดยตรง ได้เข้าทำการ
ตรวจพื้นที่เกิดเหตุ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาหลังเกิดเหตุ ไม่มี
การรักษาสถานที่เกิดเหตุ
ขาดทักษะและประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือที่นำมาตรวจ
สอบผิดวัตถุประสงค์ของ การใช้งาน อาจเป็นเหตุให้ผลการ
ตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อนได้อาจส่งผลเสียต่อรูปคดีได้

2.3 พยานหลักฐานต่างๆ ที่พบ
- จากภาพถ่ายศพ มีบาดแผนขนาดใหญ่บริเวณชายโครง
ด้านซ้ายและใต้ท้องแขนซ้ายท่อนบน ลึกถึงกระดูก และมีรอย
สะเก็ดเป็นจุดเล็กๆ ที่หลังเท้า ข้างเท้า และบริเวณใกล้ตาตุ่ม
เท้าซ้ายบาดแผลดังกล่าวน่าจะเกิดจากสารระเบิดน้ำหนักไม่
ต่ำกว่า 200 กรัม ในขณะที่แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีน
มีสารระเบิดหรืออาร์ดีเอ๊กซ์ (R.D.X.) น้ำหนักเพียง 7 กรัม
เท่านั้น
- กรณีที่กองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจ
เสื้อผ้าที่ น.ส.อังคณาฯ หรือน้องโบว์ ใส่ในขณะเกิดเหตุ โดย
ตรวจพบสารเคมีที่เป็นวัตถุระเบิดชนิด C4 ติดอยู่ที่เสื้อยืดสี
เหลืองและเสื้อชั้นในสภาพฉีกขาดและตรวจพบสารเคมี
ชนิด R.D.X. ติดอยู่ที่กางเกงยีนส์ขายาว

2.4 ชนิดของสารระเบิดที่ตรวจพบ
- สารระเบิดแรงสูง ชนิด C4
- สารระเบิดแรงสูงชนิด อาร์.อี.เอ๊กซ์ (R.D.X.)
- สารระเบิดแรงสูง ชนิด C4 จะจุดตัวจนเกิดการระเบิดขึ้น
ได้ต้องใช้เชื้อปะทุไฟฟ้า หรือเชื้อปะทุชนวนเท่านั้น
- สารระเบิด R.D.X. เป็นระเบิดแรงสูงที่มีความไวใช้บรรจุ
ในหลอดเชื้อปะทุฝักแคระเบิดทั่วไป
- แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีน ภายในบรรจุ สารอาร์ ดี
เอ๊กซ์ (R.D.X.) น้ำหนักประมาณ 7 กรัม ทำหน้าที่เป็นส่วน
ขยายการระเบิด (Booster) เพื่อให้แก๊สน้ำตาฟุ้งกระจาย
ออกไปเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ในการทำให้บาดเจ็บหรือ
สังหารบุคคลแต่อย่างใด
- จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงน่าเชื่อได้ว่า น.ส.
อังคณาฯ หรือน้องโบว์ เสียชีวิตจากสาระเบิดขนาดน้ำหนัก
ไม่ต่ำกว่า 200 กรัม ในระยะชิดติดตัว และระเบิดดังกล่าว
มีสะเก็ตเล็กๆ โดยสังเกตจากบาดแผลที่บริเวณตาตุ่มซ้าย
และเท้าซ้าย เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากแก๊สน้ำตาของเจ้า
หน้าที่ตำรวจซึ่งมีสารระเบิด R.D.X.เพียง 7 กรัม ในแก๊ส
น้ำตาไม่มีสารระเบิดชนิด C4 และไม่มีสะเก็ด แต่จะเสีย
ชีวิตจากสารระเบิดชนิดใดและของผู้ใดนั้นไม่สามารถ
ยืนยันได้ เพราะพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุถูกทำลาย มี
การเคลื่อยย้ายผู้ตายออกจากที่เกิดเหตุโดยพลการ และ
มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้ว และไม่ได้มาตรฐานตาม
หลักสากล


3.กรณีบาดเจ็บของ นายบัญชา บุญแก้ว อายุ 30 ปี ผู้เข้า
ร่วมชุมนุม

3.1 พฤติการณ์โดยย่อ เมื่อวันที่ 7  ม.ค. 2552 ช่วงเช้า
นายบัญชา บุญแก้ว ผู้บาดเจ็บและผู้ชุมนุมจำนวนมาก
พร้อมอาวุธต่าง ๆ เช่นไม้เหล็ก ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ฯลฯ
ได้ร่วมกันทำการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลง
นโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยมีการใช้ลวดนามปิดกั้น
และการราดน้ำมันบนพื้นถนน เพื่อขัดขวางการปฏิบัติงาน
ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการผลักดันฝูงชนเพื่อเปิดทาง
ให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลเข้าประชุมที่สภาผู้แทน
ราษฎร เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตาม
คำสั่งผู้บังคับบัญชาและปฏิบัติ การตามหน้าที่ เพราะเป็น
การกระทำผิดโดยซึ่งหน้า โดยได้มีการกระทำเป็นขั้นตอน
มีการเจรจาและร้องขอแต่ไม่เป็นผล กลับมีการด่าว่าดูหมิ่น
เจ้าพนักงานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและใช้กระสุนซึ่ง เป็นลูก
แก้วและหัวน๊อตโลหะระดมยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้า
ที่ตำรวจจึงต้องป้องกันตัวและผลักดันฝูงชนดังกล่าว โดย
ใช้แก๊สน้ำตายิงและขว้างเพื่อผลักดันโดยหลีกเลี่ยงการใช้
กำลังและอาวุธ ปราบปราม แต่กลุ่มพันธมิตรก็ตอบโต้
ต่อสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา จนเกิดการชุลมุนบางส่วน
ต่อสุ้ บางส่วนถอยหนีบางส่วนอยู่กับที่เพราะได้รับผลจาก
แก๊สน้ำตา ในขณะนั้นมีการวิ่งชนกัน หกล้มเหยียบทับกัน
และมีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งจนแยกไม่ออกว่าเป็น
เสียงของแก๊สน้ำตาหรือ ระเบิดชนิดใดหลังจากทำการผลัก
ดันกลุ่มพันธมิตรออกจากบริเวณสามแยกอู่ทองในตัดสาม
แยกพิชัย ข้างประตูประสาทเทวริทธิ์ เขตดุสิตกรุงเทพได้
แล้ว พบว่า

- มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา และระเบิดไม่ทราบชนิด
หลายคน ที่บาดเจ็บมากคือ นายบัญชา ซึ่งได้บาดเจ็บขา
ขาดอยู่ใกล้ป้อมสามแยกอู่ทองในตัดสามแยกพิชัย ข้าง
ประตูปราสาทเทวฤทธิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้การช่วยเหลือ
และนำส่ง รพ.ในเวลาต่อมา

3.2 การรักษาสถานที่เกิดเหตุและการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
หลังเกิดเหตุแล้วอยู่ระหว่างการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ปราบ
จลาจล มีการผลักดันและโต้ตอบจากผู้ชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุม
ได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายเจ้าพนักงานและทำการผลักดันเจ้า
หน้าที่ จนต้องถอยร่นออกจาก บริเวณประตูปราสาทเทวฤทธิ์
จึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุได้

- ต่อมาวันที่ 8 ต.ค. 2551 เวลาประมาณ 09.30 น. จึงได้
มีคำสั่งจาก พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล ผบก.ตปพ. ให้
ไปทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามจุดต่างๆ โดยรอบรัฐสภา
และกองบัญชาการตำรวจนครบาลกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระะเบิดฯ
ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุตามคำสั่ง ผบก.ตปพ. และได้ไป
ตรวจที่เกิดเหตุกรณีระเบิดบริเวณใกล้ป้อมสามแยกอู่ทองใน
ตัดสามแยก พิชัย ข้างประตูประสาทเทวริทธิ์ เขตดุสิต กรุงเทพ
 ซึ่งเป็นจุดที่นายบัญชาฯ ได้รับบาดเจ็บด้วย

3.3 พยานหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ

3.2.1 เศษคราบเขม่าวัตถุระเบิด สีดำติดอยู่บริเวณเสาและ
พื้นที่เกิดเหตุชัดเจน

3.2.2 พบหลุมระเบิดกว้างประมาณ 10 ซ.ม. ลึก 3 ซ.ม.

3.2.3 มีคราบโลหิตอยู่บริเวณพื้นที่เกิดเหตุเป็นวงกว้าง

3.4. ชนิดของสาระเบิดที่ตรวจพบ
จาก การตรวจสอบทางเคมีและสังเกตจากสีและกลิ่นของเขม่า
วัตถุระเบิด ในที่เกิดเหตุเชื่อว่าเป็นสารระเบิดชนิดแรงต่ำ ประ
เภทดินดำหรือดินเทาน้ำหมึกไม่เกิน 500 กรัม
- ดินดำหรือดินเทาเป็นวัตถุระเบิดแรงต่ำมีคุณสมบัติไวต่อ
ความร้อน การกระทบกระแทกเสียดสี

จาก พยานหลักฐานข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าการบาดเจ็บของนาย
บัญชาฯ ซึ่งขาขาดไปหนึ่งข้างนั้นเกิดจากการระเบิดของระเบิด
แสวงเครื่องที่ทำขึ้นเอง โดยใช้ดินดำหรือดินเทาน้ำหนักไม่
เกิน 500 กรัม บรรจุอยู่ในภาชนะที่ห่อหุ้ม แล้วเกิดการกระทบ
กระแทกเสียดสีอย่างรุนแรงเกิดระเบิดขึ้น จนนายบัญชาฯ ได้รับ
บาดเจ็บสาหัสดังกล่าว กรณีนี้ระเบิดดังกล่าวจะต้องอยู่ชิดติด
กับอวัยวะส่วนที่ฉีกขาดของนายบัญชาฯ และเป็นไปไม่ได้ที่จะ
เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแก๊สน้ำตามีสารระเบิด R.D.X.
เพียง 7 กรัมเท่านั้น

4.กรณีการ บาดเจ็บของ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ (ตี๋) มีบาด
แผลบริเวณลำคอ หน้าอก และแขนขวาจากเหตุการณ์โดยถือ
วัตถุอยู่ในมือข้างซ้ายตลอดเวลา

4.1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยย่อ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
ช่วงเวลาปายกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากพร้อมอาวุธ ได้มุ่งหน้า
ไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลแต่ก่อนถึง กองบัญชาการ
ตำรวจนครบาลเจ้าหน้าที่ได้วางเครื่องกีดขวางไว้และได้มีนาย
ตำรวจ ระดับรองผู้บัญชาการเข้าไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรและ
ระหว่างการเจรจานายตำรวจ ดังกล่าวถูกกลุ่มพันธมิตรทำร้าย
ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องป้องกันตัว และ
ผลักดันกลุ่มพันธมิตรให้ถอยร่นออกไปโดยใช้แก๊สน้ำเป็น
เครื่องผลักดันและ สลายการชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง
หลังจากกลุ่มพันธมิตรถอยร่นไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบภาย
หลังว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต และในผู้ได้รับบาด
เจ็บสาหัสคือ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ (ตี๋)

4.2. การรักษาสถานที่เกิดเหตุและผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
- เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวน สน.ดุสิตและเจ้าหน้าที่กอง
พิสูจน์หลักฐาน ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุ

4.3 พยานหลักฐานต่างๆ ที่พบ
- จากภาพถ่าย นายชิงชัยฯ (ตี๋) มีบาดแผลที่บริเวณลำคอ หน้าอก
และแขนขวาขาด โดยถือวัตถุอยู่ในมือข้างซ้ายตลอดเวลา
-พยานหลักฐาน และวัตถุพยานอื่นในส่วนของกลุ่มงานเก็บกู้และ
ตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดไม่มี
4.4 ชนิดของสารระเบิดที่ตรวจพบ
- ไม่มี เนื่องจากไม่ได้รับแจ้งให้ไปทำการตรวจ จากพยานหลัก
ฐานดังกล่าวข้างต้น จึงน่าเชื่อได้ว่า การบาดเจ็บของนายชิงชัย
หรือตี๋ฯ น่าจะเกิดจากการกำวัตถุระเบิดอยู่ในมือจนเกิดระเบิดขึ้น
จนได้รับบาดเจ็บดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ระเบิดดังกล่าวที่กำไว้
จะเป็นระเบิดชนิดใด แบบไหน ไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากขาด
พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และพยานบุคคลมาประกอบการ
พิจารณา
- ส่วนวัตถุที่อยู่ในมือข้างซ้ายตลอดเวลานั้น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า
เป็นวัตถุระเบิดหรือสิ่งใดเนื่องจากมีหลักฐานที่ปรากฏ ในรูปภาพ
เท่านั้น




ขอจงทรงพระเจริญพระเจ้าข้า ..ในพระมหากรุณาธิคุณ                           
         


Asia Times they “presided over the funeral service of
a PAD protester who was killed during the October 7
melee. According to the local press, the queen told
the female victim’s parents that she had died a
“protector” of the monarchy.”

Now Prachatai (12 August 2009:
“Artist reborn”) adds to this by reporting the queen’s
meeting with “[a]n artist who lost his right hand
during the clash … on Oct 7. He was granted an
audience with HM the Queen to offer portraits
of her,which Her Majesty praised as ‘very good’.”


 
เขียนโดย ศรีวัฒน์ เมื่อ 30 สิงหาคม, 2008 - 00:18
เป็นกำลังใจตำรวจครับ  คนตั้งหกสิบกว่าล้าน จะเอาแต่จุดยืนคน
หมื่นสองหมื่นแค่นี้มากวนบ้านกวนเมือง  แต่ที่เป็นแกนนำน่ะไม่
เท่าไหร่ อาศัยจ้างมา แล้วยึดบัตรประชาชน  ใช้สาขาสันติอโศก
ต่างๆเป็นศูนย์รวม
ขอพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายอย่าเป็นเครื่องมือพวกพันธมิตรเลยครับ
ไอ้เอาลาบเลือดราดตัว แล้วอุ้มกระพือข่าวน่ะ เด็ก ๆทำมาเมื่อ
20-30 ปีก่อนแล้วลุง  ชาติจะไปรอดไม่รอดไม่ใช่ความคิดความ
เชื่อคน ๆเดียวได้หรอก  ไอ้โป๊งเหน่งตัวนายใหญ่มันน่ะเป็นอลัชชี
อยู่นิกายไหนก็ไม่ได้  สมัยก่อนพลาดรักในคุณหญิงท่านนายก
สมัยอยู่บางขุนพรหม เพราะเธอรักท่านนายกมากกว่าเลยจ้อง
ทำลายนายกมาตลอด ต่อมาได้ลูกศิษย์ทหารแก่ ๆมีบารมี สมัย
เป็นพ่อเมืองกทม.ก็กวนตีนมหาดไทยมาตลอด  ร่ำรวย โกงป่า
สงวนไป 5000 กว่าไร่ ผูกขาดส่งไม้สน ค้ำยัน ฯลฯ ให้ กทม.ใช้
ชื่อเมีย ลูก เป็นนิติบุคคล ปิดข่าวประมูล โกงขยะ ฯลฯ  อีกตัวหนึ่ง
ก็หุ่นเชิด พอล สิทธิอำนวย มันโกงเงินกู้ธนาคารไปกว่าหมื่นหก
พันล้านแล้วเชิดมันนั่งรักษาการณ์กิจการ นสพ.ต่าง ๆ มีฐานะล้ม
ละลาย  เอาลูกน้องในเครือออกมากวนบ้านกวนเมือง มันแสแสร้ง
แกล้งดี  คอยชี้นำสังคมไปจับผิดคนอื่นเพื่อลืมเรื่องความผิดของ
ตัวเอง  ระหว่างมันดื้อแพ่งอยู่สามเดือนนี้ ทำให้ตำรวจจุดต่าง
เบาบางเพราะต้องมายุ่งกับมันพวกเดียวเกิดคดีปล้นฆ่าข่มขืน
ลักรถ เป็นดอกเห็ด   มันหลงตัวมั่นใจตัวเองว่าตัวข้าคือกฎ เหมือน
สมัยหนึ่งข้อความที่มันด่าแผงแม่ค้าที่งานกาชาด นั่นล่ะ สันดานมัน
อดีตนายกทักษิณ จะเลวจะร้าย อย่างไรก็อย่างลืมว่ามันนั่นแหละนำ
เข้ามาสู่วงการเมืองครั้งแรก เรียนรู้กับมัน หรือมันเป็นอาจารย์
ทักษิณน่ะแหละ  แล้วการตั้งทายาท พัลลภ ปิ่นมณี ของมัน ไอ้จะเก่ง
(ล้างจาน)สมัยสงครามเวียตนามแค่ไหนไม่รู้
คุณรู้หรือเปล่า มันเป็นการดึงมือวางระเบิดระดับเซียนสายมุสลิมที่
เคียดแค้นจากกรณีมัสยิด กรือเซะ เข้ามาป้วนเปี้ยนในกรุงแล้วเรา
คงอยู่ไม่เป็นสุขอีกหลาย ๆเรื่อง ลองพิจารณาความชั่วช้าของผล
กระทบจากการกระทำคนกลุ่มนี้ดี ๆ นะครับ ท่านพ่อแม่พี่น้อง
ทำไมมันไม่ลงเล่นการเมืองให้ถูกต้อง แล้วมาสู้ในสภา ล่ะครับ หรือ
คุณไม่ชอบก็รวบรวมรายชื่อไปร้องเรียนเหมือน สว.รสนา เคยทำ
ทำไมต้องมาอวดศักดา ขวางถนน เปิดโทรโข่ง ยืดเยื้ออยู่ได้ น่าเหม็น
เบื่อ ไอ้แก่ตัณหากลับปล่อยวางไม่ลงตัวนี้จริง ๆ  สงสารเด็กเล็กไป
โรงเรียนต่าง ๆ น่ะ เอาจิตใจอ่อนโยนมากรุณาใน เรื่องเข้าท่าดีกว่า
น่ะครับ ครั้งหนึ่งผมอยู่ที่สนามหลวง มีไอ้เมายาบ้าคนหนึ่งมีมีดปาด
ตาลยาวตั้งฟุตกว่า มันล็อคคอเด็กนักศึกษาไม่ทราบที่ไหน แล้วลาก
ขึ้นปิคอัพ จ้วงแทงไปหลายทีแบบมิดด้ามมิดด้ามเลย ไทยมุงหลาย ๆ
คนจะวิ่งไปสกัด ประชาทัณฑ์ แต่ถูกคนวัยกลางคน ๆหนึ่ง ท่าทางตุ๊ด ๆ
ห้ามไว้ บอกด้วยเสียงราบเรียบว่าไม่ได้นะ  เขากำลังป่วยด้วยฤทธิ์ยา
ผลหรือครับ คนร้ายลอยนวล นศ.หญิงคนนั้นตายครับ
คุณจะเป็นแบบไหนล่ะครับ นศ.หญิงนั้นก็เหมือนประเทศไทยล่ะครับ
ท่านผู้อุตตริมนุษยธรรมสูงเอ๋ย..