ไม่ผิดจากที่เขาเรียกว่าตอแหลแลนด์จริงๆ ปัญหาของประเทศ
นี้คงอยู่ตรงนี้แหละ คือชอบคิดแทนคนอื่น แทนที่จะถามเจ้า
ตัวว่าเขาต้องการอะไร กลับคิดเอาเองว่าเขาควรได้รับอะไร
อนุสนธิจากเรื่องเด็กไร้สัญชาติที่ไปแข่งพับเครื่องบินกระดาษ
กลับมา รัฐบาลคิดเองเออเองว่าต้องตกรางวัลฐานไปสร้าง
ชื่อให้ประเทศด้วยการให้ทุนเรียนต่อจนจบปริญญาเอก
โอ้แม่เจ้าชาวไทย ทำไม้ทำไมมันถึงได้งี่เง่าขนาดนี้ เด็ก
อายุ 12 เรียนอยู่ชั้นอะไรหรือ ยังไม่ถึงชั้นมัธยมล่ะกระมัง
ความรู้ความสามารถมีแค่ไหนไม่รู้ เพราะสาขาวิชาที่ไป
ชนะมาเป็นแค่ทักษะทางการพับกระดาษ วิชาการ อาจ
ไม่ได้เรื่อง จะเรียนเก่งหรือไม่ก็ยังไม่รู้ อาจเอาแต่นั่งพับ
กระดาษอยู่วันทั้งวันหนังสือหนังหาไม่สนใจ
แล้วไปให้ทุนเรียนถึงปริญญาเอก แล้วไอ้ปริญญาเอกเนี่ย
มันเรียนกันได้ทุกผู้ทุกคนหรืออย่างไร ให้เขาไปแล้วเขาไม่
สนใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากเรียน มิเป็นการกดดันหรือ
บ้าไปกันหมดแล้ว เออถ้าว่าได้โอลิมปิกเหรียญทองมาก็ไม่
แปลกเพราะได้แสดงความสามารถให้ปรากฎว่าเก่งทางด้าน
วิชาการแต่เด็กชายพับกระดาษเก่ง ไปบังคับเขาเรียนปริญญา
เอกทำบิดาท่านทำไมหรือ ความรู้ความสามารถมันเรียนได้
หรือก็ยังไม่รู้
เคยถามเขาไหมว่าเขาอยากได้อะไร เขาเป็นเด็กไม่มีสัญชาติ
นั้นแหละปัญหาสำคัญ ไม่สามารถทำอะไรตั้งหลายอย่างใน
ประเทศนี้เช่นว่าแม้การเข้าโรงเรียนปกติยังยากเลย ไอ้หนังสือ
เดินทางน่ะก็เห็นอยู่ ว่าถ้าไม่ได้การอมุมัติพิเศษ ก็คงทำไม่ได้
ก็แค่ให้สัญชาติเขาไป ก็ดีถมถืด หากเขาเรียนเก่งก็จะมีลู่ทาง
เรียนได้เองแหละ ดันไปคิดเองว่าให้เรียนถึงปริญญาเอกดีกว่า
เป็นอย่างนี้ทุกที ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของ
คนได้ เพราะคิดไม่เป็น ถามไม่เป็น คิดแต่ว่าตัวกูของกูนี่แหละ
เป็นใหญ่ ตัดสินชะตาชีวิตแทนคนอื่นได้
เด็กที่ได้ทุนหวยไปเรียนที่ต่างประเทศ เป็นอีกตัวอย่างของ
ความงี่เง่าของคนชั้นปกครอง ทุนนี้แหละที่ตอบสนองความ
ต้องการที่แท้จริงเพราะเด็กที่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งเรียนดี มี
ความประสงค์จะไปเรียนต่อจริงๆ แต่อนิจจาเรียนจะจบแล้ว
เพียงเพราะเกลียดขี้หน้าคนให้ทุนต้องการทำลายล้าง เลย
หยุดส่งเสียมันกลางคัน ดื้อๆอย่างนั้นเอง
ตราบใดที่เราหัดฟังเสียงชาวบ้านว่าเขาต้องการอะไร ประเทศ
คงมีความสุขมากกว่านี้ เลิกคิดเอง แล้วยัดเยียดให้เขาเถอะ ดู
ง่ายๆ ไอ้ที่โกงกันจนเหม็นโฉ่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอะไรนั่นก็
อีก อยู่ดีๆ ก็มีสินค้าไม่กี่อย่างไปให้ชาวบ้านเลือก (เพราะโกง
กินกับบริษัทเจ้าของสินค้ามาเรียบร้อยแล้ว) แทนที่จะให้เขาคิด
เองทำเองว่าชุมชนอยากได้อะไร ดั๊นต้องไปเอาตู้น้ำกดมากัน
ทุกหมู่บ้าน ทั้งๆที่น้ำประปา เขาคุยโขมงโฉงเฉงว่า"น้ำประปา
สะอาดดื่มได้อย่างปลอดภัย" เฮ้อ แต่ต้องมีตู้น้ำกด ไม่งั้นมัน
โกงกันไม่ได้
เลิกคิดแทนชาวบ้านได้แล้วไอ้คนชั้นปกครอง
ใช่ๆ ครับคุณป้า ............ ส.ม.ฆ.
สวัสดีครับคุณป้าฯ
ตราบใดที่เราหัดฟังเสียงชาวบ้านว่าเขาต้องการอะไร ประเทศ
คงมีความสุขมากกว่านี้
ชนชั้นปกครองนิยมเป็นผู้พูด ผู้ออกคำสั่ง มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฟัง
ซ้ำร้ายเมื่อจำต้องฟังก็ฟังอย่างขอไปที โดยไม่คิดสนใจที่จะกระทำ
เพื่อตอบสนองคำพูดจากใจและความต้องการของประชาชน
ประเทศนี้ก็เลยเจริญลง ไงละครับคุณป้าฯ ......LB1
ประชาชนต้องการอะไร? ไม่ใช่สิ่งที่ชนชี้นปกครองจะต้องนำพา
สิ่งที่อำมาตย์สนใจคือจะครอบงำประชาชนได้อย่างไร? และจะ
ครอบงำไปได้อีกนานเท่าไหร่?
และนี่คือเหตุผลว่าประเทศนี้ทำไมจึงมีแต่การสร้างภาพ สร้าง
ภาพกันมาหลายสิบปี ครอบงำกันเป็นหลายชั่วอายุคน
การ คิดต่าง การคิดนอกกรอบ จึงเป็นข้อห้าม จึงเป็นบาปที่จะ
ต้องได้รับโทษมหันต์ เรื่องบางเรื่อง สำหรับประชาชนผู้ปลื้มปิติ
กับการน้อมกราบ จึง แม้เพียงแค่คิด ก็ยังไม่กล้าคิด
ความดักดานจากการครอบงำจนนำไปสู่การแตกความสามัคคี
อย่างไร้เหตุผล จึงเป็นเชื้อร้ายที่แพร่อยู่ในสังคมไทย
ysostupid
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552
การนิรโทษกรรม คือ มะเร็งร้ายในสังคมไทย
"เงื่อนไขพื้นฐานของการทำรัฐประหาร ที่ทำให้ทหารกล้า
ทำรัฐประหารในประเทศนี้ ก็คือ ประเพณีการปกครองที่
นิรโทษกรรมให้กับพวกที่ก่อการรัฐประหาร ไม่มีความผิด
และ ได้ขึ้นปกครองประเทศได้
นี่แหล่ะ คือ บ่อเกิดของมะเร็งร้ายของสังคมไทย"
“Otoson” ได้ตั้งกระทู้ไว้ในประชาไทเว็บบอร์ด
นี่คือประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะ
ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราผู้รักประชาธิปไตยทั้งมวล เรามาทบ
ทวนดูนะครับเมื่อกองกำลังที่ก่อการรัฐประหารได้สำเร็จโดยไม่โดน
ปราบปรามให้เป็นพวกกบฏ กลุ่มทหารที่ก่อการเหล่านี้ก็จะใช้ข้ออ้าง
หลัก ๆ อยู่ดังต่อไปนี้คือ
1. ผู้นำรัฐบาลในขณะนั้น ไม่จงรักภักดี/ฝักฝ่ายคอมมิวนิสต์(เมื่อก่อน)/
จะล้มล้างระบบกษัตริย์
2. มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกงงบประมาณแผ่นดิน
3. บ้านเมืองแตกแยก ไม่เป็นเอกภาพ อาจเกิดความวุ่นวายในแผ่นดิน
4. รัฐบาลแทรกแซงข้าราชการประจำ และองค์กรอิสสระต่าง ๆ
เมื่อทำการยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์
สถานที่ราชการสถานที่ราชการที่ใช้บัญชาการการปกครองประเทศ
ท่าอากาศยาน เส้นทางคมนาคมหลักต่าง ๆ และ ฯลฯ เป็นด้น
แล้ว ก็มีการประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญ และยุบสภาผู้แทนราษฎร/
วุฒิสภา แล้วแต่งตั้งคณะรัฐประหารเป็นองค์อธิปไตยใช้อำนาจรัฐ
โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็มีข้ออ้างที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปว่าเพื่อทำ
การร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย แล้วก็ส่งคน
ของตนไปปกครองรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เป็นบำเหน็จค่าความเสี่ยงภัย
ที่ร่วมกระทำการรัฐประหารด้วยกันมา
นอกจากนี้ก็มีการใช้งบประมาณลับทางทหารในการก่อการรัฐประ
หารเป็นจำนวนสูง รวมทั้งเมื่อทำการรัฐประหารได้สำเร็จก็จะตั้งงบ
ประมาณทางทหารตามแต่ใจปรารถนา ซี่งงบประมาณการซื้ออาวุธ
ยุทโธปกรณ์นั้นมากมายมหาศาลและรั่วไหลไปเป็นค่าบำเหน็จแก่
นายทัพนายกองผู้มีอำนาจสั่งซื้อกันทั่วหน้า
ปัจจุบันนี้ นอกจากการใช้กำลังทางทหารแล้ว ก็ยังต้องมีกลุ่มสื่อ
สารมวลชนและนักวิชาการบางส่วนเข้าร่วมการรัฐประหารด้วย
มิฉะนั้นก็จะทำการไม่สำเร็จเนื่องจากเทคโนโลยี่การสื่อสารที่ก้าว
หน้ารวดเร็ว เมื่อดูจากการรัฐประหารครั้งหลังสุดจะพบว่า ใช้สื่อ
สารมวลชนออกมาปลุกระดมอยู่เป็นระยะเวลาหลายเดือน ทั้งพูด
ตอกย้ำ ทั้งยัดเยียดความผิด ทั้งโกหกบิดเบือน และสามารถล้าง
สมองผู้คนจำนวนมากให้หลงเชื่อถือในข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
ไปได้อย่างเหลือเชื่อ
เมื่อจะลงจากอำนาจก็เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น (ซี่ง
ระยะเวลาในการร่างเป็นไปตามสถานการณ์) ก็จะบรรจุมาตราที่
ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเกี่ยวกับกระทำผิดกฎหมายของตนไว้เป็น
เกราะกำบังตัวเวลาที่รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศต่อไป
ชาวประชาธิปไตยทั้งผองก็ได้แต่อึดอัดขัดข้องกันทั่วหน้าเสมือน
น้ำท่วมปาก คล้ายกับคนที่โดนข่มขืนแล้วไม่สามารถไปฟ้องร้อง
เอาผิดกับใครได้
ถ้าเราสามารถนำเรื่องไปฟ้องร้องยังศาลโลกได้ก็น่าจะดีไม่ใช่
น้อย แต่ว่าสหประชาชาติเห็นว่าเป็นเรื่องภายในประเทศจึงไม่ได้
เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้อย่างเป็นทางการ เว้นแต่จะมีมาตร
การทางสังคมเข้ามากดดันรัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นโดยไม่
ยอมให้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการเว้นแต่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
ในการประชุมนานาชาติเท่านั้นเช่นที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์
ประสบในช่วงที่ผ่านมา
ก็ไม่ทราบว่า เราจะใช้หนามยอกเอาหนามบ่งได้หรือไม่? เมื่อรัฐ
บาลประชาธิปไตยเข้ามาก็ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทิ้ง หรือ
ถ้ารัฐธรรมนูญนั้นเนื้อหาดีแล้วก็ทำการยกเลิกมาตราเกี่ยวกับนิร
โทษกรรมนั้นออกไปเสีย แล้วก็จัดการคณะรัฐประหารไปตาม
โทษานุโทษที่ก่อไว้อย่างสาสมกับความผิด รวมทั้งฟ้องร้องทาง
แพ่งกับยึดทรัพย์ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการประ
พฤฒิมิชอบทางราชการ (ปปช.) ต่อไป
แต่ที่แน่ ๆ ผมขอเสนอมาตรการทางสังคมโดยการประณามการ
กระทำรัฐประหารโดยเปิดเผยและแพร่หลาย สังคมต้องไม่ยก
ย่องให้เกียรติต่อคณะรัฐประหาร และรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐ
ประหารไม่ว่าจะดูเป็นคนดีเพียงใดก็ตาม หากจะกล่าวถึงรัฐบาล
คณะนั้นก็ต้องมีคำอธิบายต่อท้ายเสมอว่ามาจากการแต่งตั้งของ
คณะรัฐประหาร อาทิเช่น นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐ
มนตรีที่มาจากการรัฐประหาร เป็นต้น
และในการออกมหาสมาคมก็ต้องจัดลำดับให้อยู่ต่างหากไม่
ปะปนกับนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าออก
มาเดินตามถนนหนทางก็ไม่ต้องไปให้เกียรติยศยกย่องอันใด อัน
นี้อาจจะรวมไปถึงบุคคลในครอบครัวที่ใกล้ชิดเช่น บิดามารดา
คู่สมรส บุตรธิดา เป็นต้น กล่าวคือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เขารู้สึก
เป็นเกียรติยศที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรีที่มาจาก
การรัฐประหาร อย่างเด็ดขาด
ทำรัฐประหารในประเทศนี้ ก็คือ ประเพณีการปกครองที่
นิรโทษกรรมให้กับพวกที่ก่อการรัฐประหาร ไม่มีความผิด
และ ได้ขึ้นปกครองประเทศได้
นี่แหล่ะ คือ บ่อเกิดของมะเร็งร้ายของสังคมไทย"
“Otoson” ได้ตั้งกระทู้ไว้ในประชาไทเว็บบอร์ด
นี่คือประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะ
ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราผู้รักประชาธิปไตยทั้งมวล เรามาทบ
ทวนดูนะครับเมื่อกองกำลังที่ก่อการรัฐประหารได้สำเร็จโดยไม่โดน
ปราบปรามให้เป็นพวกกบฏ กลุ่มทหารที่ก่อการเหล่านี้ก็จะใช้ข้ออ้าง
หลัก ๆ อยู่ดังต่อไปนี้คือ
1. ผู้นำรัฐบาลในขณะนั้น ไม่จงรักภักดี/ฝักฝ่ายคอมมิวนิสต์(เมื่อก่อน)/
จะล้มล้างระบบกษัตริย์
2. มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกงงบประมาณแผ่นดิน
3. บ้านเมืองแตกแยก ไม่เป็นเอกภาพ อาจเกิดความวุ่นวายในแผ่นดิน
4. รัฐบาลแทรกแซงข้าราชการประจำ และองค์กรอิสสระต่าง ๆ
เมื่อทำการยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์
สถานที่ราชการสถานที่ราชการที่ใช้บัญชาการการปกครองประเทศ
ท่าอากาศยาน เส้นทางคมนาคมหลักต่าง ๆ และ ฯลฯ เป็นด้น
แล้ว ก็มีการประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญ และยุบสภาผู้แทนราษฎร/
วุฒิสภา แล้วแต่งตั้งคณะรัฐประหารเป็นองค์อธิปไตยใช้อำนาจรัฐ
โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็มีข้ออ้างที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปว่าเพื่อทำ
การร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย แล้วก็ส่งคน
ของตนไปปกครองรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เป็นบำเหน็จค่าความเสี่ยงภัย
ที่ร่วมกระทำการรัฐประหารด้วยกันมา
นอกจากนี้ก็มีการใช้งบประมาณลับทางทหารในการก่อการรัฐประ
หารเป็นจำนวนสูง รวมทั้งเมื่อทำการรัฐประหารได้สำเร็จก็จะตั้งงบ
ประมาณทางทหารตามแต่ใจปรารถนา ซี่งงบประมาณการซื้ออาวุธ
ยุทโธปกรณ์นั้นมากมายมหาศาลและรั่วไหลไปเป็นค่าบำเหน็จแก่
นายทัพนายกองผู้มีอำนาจสั่งซื้อกันทั่วหน้า
ปัจจุบันนี้ นอกจากการใช้กำลังทางทหารแล้ว ก็ยังต้องมีกลุ่มสื่อ
สารมวลชนและนักวิชาการบางส่วนเข้าร่วมการรัฐประหารด้วย
มิฉะนั้นก็จะทำการไม่สำเร็จเนื่องจากเทคโนโลยี่การสื่อสารที่ก้าว
หน้ารวดเร็ว เมื่อดูจากการรัฐประหารครั้งหลังสุดจะพบว่า ใช้สื่อ
สารมวลชนออกมาปลุกระดมอยู่เป็นระยะเวลาหลายเดือน ทั้งพูด
ตอกย้ำ ทั้งยัดเยียดความผิด ทั้งโกหกบิดเบือน และสามารถล้าง
สมองผู้คนจำนวนมากให้หลงเชื่อถือในข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
ไปได้อย่างเหลือเชื่อ
เมื่อจะลงจากอำนาจก็เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น (ซี่ง
ระยะเวลาในการร่างเป็นไปตามสถานการณ์) ก็จะบรรจุมาตราที่
ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเกี่ยวกับกระทำผิดกฎหมายของตนไว้เป็น
เกราะกำบังตัวเวลาที่รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศต่อไป
ชาวประชาธิปไตยทั้งผองก็ได้แต่อึดอัดขัดข้องกันทั่วหน้าเสมือน
น้ำท่วมปาก คล้ายกับคนที่โดนข่มขืนแล้วไม่สามารถไปฟ้องร้อง
เอาผิดกับใครได้
ถ้าเราสามารถนำเรื่องไปฟ้องร้องยังศาลโลกได้ก็น่าจะดีไม่ใช่
น้อย แต่ว่าสหประชาชาติเห็นว่าเป็นเรื่องภายในประเทศจึงไม่ได้
เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้อย่างเป็นทางการ เว้นแต่จะมีมาตร
การทางสังคมเข้ามากดดันรัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นโดยไม่
ยอมให้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการเว้นแต่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
ในการประชุมนานาชาติเท่านั้นเช่นที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์
ประสบในช่วงที่ผ่านมา
ก็ไม่ทราบว่า เราจะใช้หนามยอกเอาหนามบ่งได้หรือไม่? เมื่อรัฐ
บาลประชาธิปไตยเข้ามาก็ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทิ้ง หรือ
ถ้ารัฐธรรมนูญนั้นเนื้อหาดีแล้วก็ทำการยกเลิกมาตราเกี่ยวกับนิร
โทษกรรมนั้นออกไปเสีย แล้วก็จัดการคณะรัฐประหารไปตาม
โทษานุโทษที่ก่อไว้อย่างสาสมกับความผิด รวมทั้งฟ้องร้องทาง
แพ่งกับยึดทรัพย์ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการประ
พฤฒิมิชอบทางราชการ (ปปช.) ต่อไป
แต่ที่แน่ ๆ ผมขอเสนอมาตรการทางสังคมโดยการประณามการ
กระทำรัฐประหารโดยเปิดเผยและแพร่หลาย สังคมต้องไม่ยก
ย่องให้เกียรติต่อคณะรัฐประหาร และรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐ
ประหารไม่ว่าจะดูเป็นคนดีเพียงใดก็ตาม หากจะกล่าวถึงรัฐบาล
คณะนั้นก็ต้องมีคำอธิบายต่อท้ายเสมอว่ามาจากการแต่งตั้งของ
คณะรัฐประหาร อาทิเช่น นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐ
มนตรีที่มาจากการรัฐประหาร เป็นต้น
และในการออกมหาสมาคมก็ต้องจัดลำดับให้อยู่ต่างหากไม่
ปะปนกับนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าออก
มาเดินตามถนนหนทางก็ไม่ต้องไปให้เกียรติยศยกย่องอันใด อัน
นี้อาจจะรวมไปถึงบุคคลในครอบครัวที่ใกล้ชิดเช่น บิดามารดา
คู่สมรส บุตรธิดา เป็นต้น กล่าวคือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เขารู้สึก
เป็นเกียรติยศที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรีที่มาจาก
การรัฐประหาร อย่างเด็ดขาด
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
3 ปี หลังรัฐประหาร 19949 - เราเสียหายมากมายมหาศาลไม่อาจประมาณได้
ค่าใช้จ่ายสำหรับรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญใหม่พ.ศ.2549/2550
เอกสารนี้ประกอบการเสวนา 'การเมืองไทย: หลังขิงแก่ 1(Thailand:
Post Old Ginger 1)' จัดโดย โครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาว
บ้านเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2550 เวลา 13.30 - 17.00 น. ณ ห้อง
ประชุม 202 ชั้น 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ค่าใช้จ่ายสำหรับรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญใหม่พ.ศ. 2549/2550
เงินเดือนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ประธาน เดือนละ 115,920 บาท
รองประธาน (2 คน) 110,390x2 220,780 บาท
สมาชิก (239 คน) 104,330x239 24,934,870 บาท
รวมเดือนละ 25,271,570 บาท
ถ้าอยู่จนมีสภาชุดใหม่ 15 เดือน 379,073,550 บาท
เงินเืดือนสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ประธานเดือนละ 110,390 บาท
รองประธาน 2 คน คนละ 106,360 บาท รวม 212,720 บาท
สมาชิก 97 คน คนละ 104,330 บาท รวม 10,120,010 บาท
รวมเดือนละ 10,443,120 บาท
ถ้าอยู่จนมีสภาชุดใหม่ 12 เดือน เป็นเงิน 125,317,440 บาท
เงินเดือนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานเดือนละ 114,000 บาท
รองประธานเดือนละ 109,500 บาท
สมาชิก 7 คน คนละ 104,500 รวมเป็นเงิน 731,500 บาท
รวมเดือนละ 955,000 บาท
ถ้าอยู่จนหมดวาระ 15 เดือน เป็นเงิน 14,325,000 บาท
เงินเดือน คปค./คมช.
ประธานเดือนละ 119,220 บาท
รองประธานเดือนละ 113,640 บาท
สมาชิก 6 คน คนละ109,560 บาท รวม 657,360 บาท
รวมเดือนละ 890,220 บาท
ถ้าอยู่จนหมดวาระ 15 เดือน เป็นเงิน 13,353,300 บาท
อนึ่ง ยังจะต้องมีการทำ "ประชามติ" ว่าจะรับหรือไม่รับ
"รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18" นี้ในประมาณเดือนก.ย.50
โดยที่จะต้องใช้งบประมาณอีก 1,800 ล้านบาท
สรุปแล้ว รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับรัฐประหารและ
รัฐธรรมนูญ รวมทั้งสิ้น 379,073,550+125,317,440+14,325,000
+13,353,300+1,800,000,000 รวมเป็น 2,332,069,290 (สองพัน
สามร้อยสามสิบสองล้านหกหมื่นเก้าพันสองร้อยเก้าสิบบาท)
โดยเปรียบเทียบแล้วใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดินที่
ม.ธรรมศาสตร์ได้รับในปีนี้คือ2,048,510,400 บาท งบดังกล่้าว
มธ. ใช้สำหรับการศึกษาของชาติเป็นเงินเดือนของอาจารย์
1,400 คน ข้าราชการและลูกจ้าง เกือบ 5,000 คน และนักศึกษา
ทุกระดับปริญญาจำนวนกว่า 30,000 คน
อนึ่งบุคคลที่เป็นสมาชิกในองค์กรของการ "รัฐประหารและ
รัฐธรรมนูญ" ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างก็มีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว
และไม่มีใครลาออกจากตำแหน่งมาเหมือนดังเช่นสภาผู้แทน
ราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งและมากกว่าร้อยละ 90 ของสมาชิก
องค์กรต่าง ๆ ข้างต้นเป็นข้าราชการที่กินเงินเดือนจากภาษี
ราษฎรทั้งสิ้น
บุคคลเหล่านี้ยังมีสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีก เช่้น มีเบี้ยประชุม
ครั้งละ 1,000 บาท การเดินทางไปราชการในต่างประเทศเบิก
ได้เหมือนข้าราชการ ซี 11
นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกคือ ค่าใช้จ่ายในการก่อการ
รัฐประหาร เพื่อยึดอำนาจการปกครองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของ คปค. เมือวันที่ 19 กันยายน
ที่มีการคงกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และการเตรียมพร้อม
ในช่วง 2 สัปดาห์แรกสูงถึง 500 ล้านบาท (ขณะนี้ งบกลาโหมปี
2550 จำนวน 115,024,014,800 บาทเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีเพียง
85,219,000,000 บาท อยู่ร้อยละ 34.97 หรือคิดเป็นร้อยละ
7.344 ของงบประมาณทั้งประเทศ 1,566,200,000,000 บาท)
หมายเหตุ ข้อมูลรวบรวมจากรัฐสภา
ปิดสนามบินเสียหาย 1.8 หมื่นล้าน ครม. ชดเชย 8 ล้าน
ที่เหลือฟ้องร้องเอาเอง (9 ก.ค. 52) นายศุภชัย ใจสมุทร รอง
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะ
รัฐมนตรีว่า ครม.ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกิด
ขึ้นจริงจากการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
ที่ได้ใช้ในการช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้างในช่วงทีี่มีการปิด
สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวัตถุ
ประสงค์ตามนัยมติครม.วันที่ 9 ธ.ค.51 วงเงินทั้งสิ้น
8,096,025 บาท โดยให้กระทรวงคมนาคมเบิกจ่ายงบประมาณ
รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ในส่วนของงบกลาง
รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบ
วงเงิน 1,912,970 บาท ตามมติ ครม. และขอทำความตกลงใน
รายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป
นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขี้นจากการดำเนิน
การให้ความช่วยเหลือนักท่องท่องเที่ยวตกค้างตามที่กระทรวง
คมนาคมเสนอมาในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 671,628,910 บาท
ของบริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน) บริษัทการท่าอากาศยาน
ไทยจำกัด(มหาชน) และสายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทย
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการแก่ลูกค้าตามภารกิจและความ
รับผิดชอบของหน่วยงานหรือบริษัทนั้น ๆ รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่าย
ที่ไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือตามนัยมติครม.
ดังกล่าว จึงควรที่หน่วยงานหรือบริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้รับภาระ
ค่าใช้จ่ายเอง
นอกจากนี้ยังรับทราบผลเสียหายจากการสูญเสียรายได้ของ
หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจใน
อุตสาหกรรมการบินจำนวน หนึ่งหมื่นแปดพันเก้าร้อยกว่าล้าน
บาท ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการเรียกร้องค่า
ชดเชยจากผู้ก่อความเสียหายตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
หมายเหตุ ความเสียหายเหล่านี้ยังไม่ได้รวมการสูญเสียรายได้
และโอกาสทางธุรกิจทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจ
อื่น ๆ อีก เช่น การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ การท่อง
เที่ยว การโรงแรม การขนส่ง และการบริการอื่น ๆ ฯลฯ เป็นต้น
อีกนับจำนวนหลายแสนล้านบาท
แล้วเรามาดูกันว่า บุคคลต่าง ๆ ที่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้
ได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง
พลเอกสะพรั่ง กัลยาณมิตร แกนนำคนสำคัญได้รับบำเหน็จให้
ไปเป็นประธานคณะกรรมการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย
และประธานคณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่ง
แต่ละที่มีผลประโยชน์ตอบแทนมากมายรวมทั้งเบี้ยประชุมและ
สวัสดิการอื่น ๆ อีกเพียบ
พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ได้รับบำเหน็จได้เข้าเป็นคณะ
กรรมการการท่าอากาศยานและอื่น ๆ อีกเช่นกัน
นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้รับบำเหน็จเป็นประธานกรรมการ อสมท. ในปัจจุบัน
กลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒสภาในปัจจุบัน
เช่น น.ส.รสนา โตสิตระกูลและ อื่น ๆ เป็นต้น
กลุ่มบุคคลที่่ได้รับงานทางด้านการสื่อสาร เช่น กลุ่มเนชั่น
ฯลฯ เป็นต้น
เอาไว้จะขุดขึ้นมาให้ได้รับทราบกันทั่วไปอีกหรือจะมีท่านใด
จะกรุณาส่งข้อมูลมาให้เพิ่มก็จักเป็นพระคุณยิ่ง
'พระสงฆ์ใต้'ทนไม่ไหว! บิณฑบาตถูก'ถ่มน้ำลาย'
อาตมาโดนมาตลอด
ครั้งแรกโดนเตะที่หน้าตอนบิณฑบาต
ครั้งที่สองโดนชนด้วยรถจักรยานยนต์ ขาเกือบหัก
ครั้งที่สามขณะบิณฑบาตอยู่ แม้จะมีทหารยืนอยู่ข้างหลัง
เมื่อปี 2549 ก็มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายขับรถจักรยานยนต์มาถ่ม
น้ำลายใส่บาตร ซึ่งทหารก็ทำอะไรไม่ได้
เราจึงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ปัญหา จะรอ
การแก้ปัญหาถึง 3 ปีไม่ได้เพราะช้าไปชาวพุทธจะหมด 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว
ว่า แล้ว นางจวน ก็ประชุมวางแผนก่อตั้ง สบ.ชต. (แทนศอ.บต.)
ที่ล้มเหลว พร้อมทุ่มงบประมาณลงไปเยียวยา เพื่อให้พวกมันขับ
ไ่่ล่ชาวไทยพุทธออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้......
พวกเรา หลงทาง กันไปแล้วอยากให้ป๊อกเถิก ออกมาให้สัม
ภาษณ์อย่างนี้บ้าง
Incognito said angrily
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง คนบริสุทธิ์ถูกฆ่าอย่างทารุณโหด
เหี้ยมเพิ่มมากขึ้นหลังจากการ "ลอบ" สังหารหมู่ในมัสยิดเมื่อ
หลายวันก่อน ขอประณามกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ
อันอุกอาจและโหดเหิ้ยม ที่นำมาซึ่งความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้น
จน "เกินกว่า" จะเยียวยาด้วยเพียงคำพูดสวยหรู ...
July Wong added with wonder
"แปลกใจมาก ที่ภาคใต้
เขา เขาไหนไม่รู้
ไม่รู้ปัญหาเลยหรือ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ ร้าย ๆ มาหลายปี งบก็
ให้ๆๆ ทุ่มลงไป หลายแสนล้าน ไม่ดีขึ้น แต่กลับเลวร้ายลง
คนมีอำนาจ ทั้งบนบก ทะเล อากาศ นั่งเสวยสุข บน น้ำตา คนไทย
เหมือน คนไทย ส่วนอื่นๆที่ กล้ำกลืน กับ ความเฮงเส็ง ของ ร.บ.
ไฮยีน่า ชุดนี้ พวก เขา ทำลาย ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อ ประเทศ
จนติดลบและความรู้สึก ก็เกิด ต่อเนื่อง เป็น ความสะใจ กับ
หลายเรื่องที่ บ้านเมืองนี้ กำลัง ประสบ เพราะ คือการระบาย
ความเคียดแค้นไงต่างกับ พวกก่อการร้ายทางใต้ ตรงที่พวกนั้น
ใช้วิธีเหี้ยมโหดใจ ที่ เจ็บปวด เมิ่อไหร่ จะ เยียวยาได้"
"พระสงฆ์ยังถูกคุกคามขนาดนี้แล้วชาวบ้านจะเหลือเหรอ
เหม็นเบื่อรัฐบาลแมลงสาป" .........ส.ม.ฆ. กล่าวเสริม
ป้าปากเกร็ด แหวเข้าใส่ว่า.......................................
เสียดายงบประมาณ เอาไปผลาญตั้งหลายแสนล้าน
คิดตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ มันคุ้มไหม
ไม่มีปัญญา จะอุ้มไว้ทำไม ถ้ามีบ่อน้ำมันอยู่ก็ไปอย่าง
คนไม่รัก จะไปยื้อให้เขาอยู่ทำไม ปล่อยเขาไปเถอะ
แล้วทุ่มเทงบ ช่วยเหลือคนทั้งประเทศจะดีกว่า
งบที่ลงไป ไม่เห็นมีชาวบ้านที่ไหนได้ นอกจากข้าราชการ
ทหารตำรวจแล้วก็ผ่านมากี่ปีแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น ล่าสุดหลัง
ยิงถล่มกันในมัสยิดก็ทุ่มไป ห้าหมื่นล้าน โอ้แม่เจ้า เอาไปทำ
อะไรล่ะเนี่ยทุ่มซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ก็ไม่ช่วยอะไร (นอกจาก
ได้ ค่าคอมมิชชั่นกัน)ตัดไปแค่สามจังหวัด ประเทศอาจเบาตัว
ขึ้นอีกแยะ ประกาศไปเลยว่าใครอยากอยู่เมืองไทย ย้ายขึ้นมา
จัดหาที่ทำกินให้ ส่วนพวกนั้นก็ปล่อยไปจะมาห่วงอะไรกับ
หน้าตา ไอ้ที่ว่าไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณา
จักรหนึ่งเดียว ที่จะแบ่งแยกไม่ได้ ก็ลืมๆเสียเถอะ รธน. น่ะเห็น
ก็ฉีกกันมาทุกยุคทุกสมัย เรื่องแค่นี้ทำเป็นเหนียมหากประกาศ
ไปแล้ว เอาคนของเราออกมา หากยังเสียดายพิ้นที่ก็เข้าไป
ปราบได้โดยสะดวก เพราะต้องถือว่าพวกที่เหลือไม่ใช่คนไทย
แต่อย่างว่า มันชวนให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าเก็บเอาไว้หากิน
กันมากกว่า
อยากให้ นังเปรม/นังจวน ลงไปนั่งบัญชาการ สบ. ชต.เองเลย
อยากให้ ป๊อกเถิก ยกกองพล 2 รอ. ลงไปปราบปรามเสี้ยน
หนามให้สิ้น
อยากให้ กองทัพไทยออกมาประสานเสียงกันว่า
เรา "หลงทาง" แล้ว
อยาก ให้ หล่อ ฟัน เก ออกมา "ขอโทษ" โจรใต้ และกราบงาม ๆ
สามที่เผื่อว่าจะได้รับความเมตตาไม่ฆ่าฟันประชาชนผู้บริสุทธิ์อีก
ต่อไปโดย เฉพาะครูใต้ที่มีใจให้ศิษย์(แต่เข้าไม่อยากเรียนหลัก
สูตรไทย ไม่อยากร้องเพลงชาติไทยและไม่อยากร้องเพลง ...?)
...........หนุ่มเมืองชลฯ ใส่เพิ่มเติม
Muserdoi------------
ไอ..ป๊อกมันไร้ปัญญาเก่งแต่ยิงคนมือเปล่า(เสื้อแดง)
มันช่างเป็นความเจ็บปวดรวดร้าว จำเจครั้งแล้วครั้งเล่า ประชา
ธิปัตย์ที่คุยนักคุยหนา เป็นไงล่ะพอได้เป็นรัฐบาลก็บ่มิไก๊ ทีไทย
รักไทยเป็นรัฐบาลโจมตีเขาอย่าสาดเสียเทเสีย พอพวกมันเป็น
กันก็เหมียนเดิม ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นกลับยิ่งรุนแรง แล้วก็ทุ่มงบ
กันเข้าไป ฟาดคอมมิชชั่นซื้ออาวุธกันจนพุงปลิ้น ถุย
. ...........................................................kohka55
ถ้ายังคงเชื่อถือแนวทางพัฒนาของหล่อฟันเก
ถ้ายังคงหลงทางไปกับฝ่ายความมั่นคงของไทย
ถ้ายังคงทุ่มเทงบประมาณลงไป
ละลายแม่น้ำปัตตานี/สายบุรี/สุไหงโกลก
รับรอง ไทยพุทธไม่เหลือแล้วต่อไปชาวจีนจะถูกกดดันเหมือน
ในมาเลเซีย และวัดไทยจะร้าง พระสงฆ์ อุโบสถถูกทิ้งร้าง....
...นักเรียนจะร้องเพลงชาติภาษายาวีที่เราก็ฟังไม่ ออกว่ามี
เนื้อหาว่าอะไร ......หนุ่มเมืองชลฯ พูด
จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังมีการลอบยิงตำรวจ ทหาร ทหารพราน
ประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน มีการวางระเบิดกันหลายแห่ง..........
..........โว้ย จะทนไม่ไหวแล้วนะ เมื่อไหร่จะส่ง กองกำลัง บูรพา
พยัคฆ์ ลงไปปราบเสียที
ครั้งแรกโดนเตะที่หน้าตอนบิณฑบาต
ครั้งที่สองโดนชนด้วยรถจักรยานยนต์ ขาเกือบหัก
ครั้งที่สามขณะบิณฑบาตอยู่ แม้จะมีทหารยืนอยู่ข้างหลัง
เมื่อปี 2549 ก็มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายขับรถจักรยานยนต์มาถ่ม
น้ำลายใส่บาตร ซึ่งทหารก็ทำอะไรไม่ได้
เราจึงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ปัญหา จะรอ
การแก้ปัญหาถึง 3 ปีไม่ได้เพราะช้าไปชาวพุทธจะหมด 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว
ว่า แล้ว นางจวน ก็ประชุมวางแผนก่อตั้ง สบ.ชต. (แทนศอ.บต.)
ที่ล้มเหลว พร้อมทุ่มงบประมาณลงไปเยียวยา เพื่อให้พวกมันขับ
ไ่่ล่ชาวไทยพุทธออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้......
พวกเรา หลงทาง กันไปแล้วอยากให้ป๊อกเถิก ออกมาให้สัม
ภาษณ์อย่างนี้บ้าง
Incognito said angrily
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง คนบริสุทธิ์ถูกฆ่าอย่างทารุณโหด
เหี้ยมเพิ่มมากขึ้นหลังจากการ "ลอบ" สังหารหมู่ในมัสยิดเมื่อ
หลายวันก่อน ขอประณามกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ
อันอุกอาจและโหดเหิ้ยม ที่นำมาซึ่งความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้น
จน "เกินกว่า" จะเยียวยาด้วยเพียงคำพูดสวยหรู ...
July Wong added with wonder
"แปลกใจมาก ที่ภาคใต้
เขา เขาไหนไม่รู้
ไม่รู้ปัญหาเลยหรือ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ ร้าย ๆ มาหลายปี งบก็
ให้ๆๆ ทุ่มลงไป หลายแสนล้าน ไม่ดีขึ้น แต่กลับเลวร้ายลง
คนมีอำนาจ ทั้งบนบก ทะเล อากาศ นั่งเสวยสุข บน น้ำตา คนไทย
เหมือน คนไทย ส่วนอื่นๆที่ กล้ำกลืน กับ ความเฮงเส็ง ของ ร.บ.
ไฮยีน่า ชุดนี้ พวก เขา ทำลาย ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อ ประเทศ
จนติดลบและความรู้สึก ก็เกิด ต่อเนื่อง เป็น ความสะใจ กับ
หลายเรื่องที่ บ้านเมืองนี้ กำลัง ประสบ เพราะ คือการระบาย
ความเคียดแค้นไงต่างกับ พวกก่อการร้ายทางใต้ ตรงที่พวกนั้น
ใช้วิธีเหี้ยมโหดใจ ที่ เจ็บปวด เมิ่อไหร่ จะ เยียวยาได้"
"พระสงฆ์ยังถูกคุกคามขนาดนี้แล้วชาวบ้านจะเหลือเหรอ
เหม็นเบื่อรัฐบาลแมลงสาป" .........ส.ม.ฆ. กล่าวเสริม
ป้าปากเกร็ด แหวเข้าใส่ว่า.......................................
เสียดายงบประมาณ เอาไปผลาญตั้งหลายแสนล้าน
คิดตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ มันคุ้มไหม
ไม่มีปัญญา จะอุ้มไว้ทำไม ถ้ามีบ่อน้ำมันอยู่ก็ไปอย่าง
คนไม่รัก จะไปยื้อให้เขาอยู่ทำไม ปล่อยเขาไปเถอะ
แล้วทุ่มเทงบ ช่วยเหลือคนทั้งประเทศจะดีกว่า
งบที่ลงไป ไม่เห็นมีชาวบ้านที่ไหนได้ นอกจากข้าราชการ
ทหารตำรวจแล้วก็ผ่านมากี่ปีแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น ล่าสุดหลัง
ยิงถล่มกันในมัสยิดก็ทุ่มไป ห้าหมื่นล้าน โอ้แม่เจ้า เอาไปทำ
อะไรล่ะเนี่ยทุ่มซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ก็ไม่ช่วยอะไร (นอกจาก
ได้ ค่าคอมมิชชั่นกัน)ตัดไปแค่สามจังหวัด ประเทศอาจเบาตัว
ขึ้นอีกแยะ ประกาศไปเลยว่าใครอยากอยู่เมืองไทย ย้ายขึ้นมา
จัดหาที่ทำกินให้ ส่วนพวกนั้นก็ปล่อยไปจะมาห่วงอะไรกับ
หน้าตา ไอ้ที่ว่าไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณา
จักรหนึ่งเดียว ที่จะแบ่งแยกไม่ได้ ก็ลืมๆเสียเถอะ รธน. น่ะเห็น
ก็ฉีกกันมาทุกยุคทุกสมัย เรื่องแค่นี้ทำเป็นเหนียมหากประกาศ
ไปแล้ว เอาคนของเราออกมา หากยังเสียดายพิ้นที่ก็เข้าไป
ปราบได้โดยสะดวก เพราะต้องถือว่าพวกที่เหลือไม่ใช่คนไทย
แต่อย่างว่า มันชวนให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าเก็บเอาไว้หากิน
กันมากกว่า
อยากให้ นังเปรม/นังจวน ลงไปนั่งบัญชาการ สบ. ชต.เองเลย
อยากให้ ป๊อกเถิก ยกกองพล 2 รอ. ลงไปปราบปรามเสี้ยน
หนามให้สิ้น
อยากให้ กองทัพไทยออกมาประสานเสียงกันว่า
เรา "หลงทาง" แล้ว
อยาก ให้ หล่อ ฟัน เก ออกมา "ขอโทษ" โจรใต้ และกราบงาม ๆ
สามที่เผื่อว่าจะได้รับความเมตตาไม่ฆ่าฟันประชาชนผู้บริสุทธิ์อีก
ต่อไปโดย เฉพาะครูใต้ที่มีใจให้ศิษย์(แต่เข้าไม่อยากเรียนหลัก
สูตรไทย ไม่อยากร้องเพลงชาติไทยและไม่อยากร้องเพลง ...?)
...........หนุ่มเมืองชลฯ ใส่เพิ่มเติม
Muserdoi------------
ไอ..ป๊อกมันไร้ปัญญาเก่งแต่ยิงคนมือเปล่า(เสื้อแดง)
มันช่างเป็นความเจ็บปวดรวดร้าว จำเจครั้งแล้วครั้งเล่า ประชา
ธิปัตย์ที่คุยนักคุยหนา เป็นไงล่ะพอได้เป็นรัฐบาลก็บ่มิไก๊ ทีไทย
รักไทยเป็นรัฐบาลโจมตีเขาอย่าสาดเสียเทเสีย พอพวกมันเป็น
กันก็เหมียนเดิม ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นกลับยิ่งรุนแรง แล้วก็ทุ่มงบ
กันเข้าไป ฟาดคอมมิชชั่นซื้ออาวุธกันจนพุงปลิ้น ถุย
. ...........................................................kohka55
ถ้ายังคงเชื่อถือแนวทางพัฒนาของหล่อฟันเก
ถ้ายังคงหลงทางไปกับฝ่ายความมั่นคงของไทย
ถ้ายังคงทุ่มเทงบประมาณลงไป
ละลายแม่น้ำปัตตานี/สายบุรี/สุไหงโกลก
รับรอง ไทยพุทธไม่เหลือแล้วต่อไปชาวจีนจะถูกกดดันเหมือน
ในมาเลเซีย และวัดไทยจะร้าง พระสงฆ์ อุโบสถถูกทิ้งร้าง....
...นักเรียนจะร้องเพลงชาติภาษายาวีที่เราก็ฟังไม่ ออกว่ามี
เนื้อหาว่าอะไร ......หนุ่มเมืองชลฯ พูด
จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังมีการลอบยิงตำรวจ ทหาร ทหารพราน
ประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน มีการวางระเบิดกันหลายแห่ง..........
..........โว้ย จะทนไม่ไหวแล้วนะ เมื่อไหร่จะส่ง กองกำลัง บูรพา
พยัคฆ์ ลงไปปราบเสียที
ประชานิยมหรือทุจริตเชิงนโยบาย
ตั้งแต่เช็คชั่วชาติ จนถึง ปลดหนี้นอกระบบให้คนจน
นโยบาย และรูปแบบ ดูผิวเผิน ก็น่าจะเป็นนโยบาย ช่วยเหลือ
ภาคประชาชน แต่อย่างที่เคยเขียนมาแล้ว ว่า วิธีการแบบนี้
เป็นวิธีที่ ชั่วร้าย ของนายทุนสามานย์รูปแบบของพรรคแมงสาบ
ของแท้ดั้งเดิม ใช้มาตลอด แค่ปรับเปลี่ยนวิธีไปตามยุค เพื่อ
ไม่ให้ใครจับได้ง่ายๆ แบบว่าเนียนมากขึ้นก็เท่านั้น
ยกตัวอย่างที่ผ่านมา นโยบาย เช็คชั่วชาติ 2000 บาท ดูเหมือน
แค่เป็นการนำอัฐยายซื้อขนมยาย ไม่มีใครเสียหาย เอาเงิน
ประกันสังคม ของท่าน มาแจกท่าน แต่อันที่จริง เงินแค่นี้ แจก
แค่รอบเดียว จำนวนคนที่ได้รับ คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท
ในคราวเดียว อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แท้จริง คนที่ได้รับเงิน
ไป ใช้อะไรไม่ได้นอกจากเอาไปใช้จ่ายในห้าง หรือรีบนำไปซื้อ
สินค้า และบริการ ตามแคมเปญ โปรโมชั่น ที่นายทุนพรรคแมง
สาบ เตรียมรองรับไว้แล้ว ในการขาย สินค้าและบริการ ของกลุ่ม
นายทุนพรรคแบบว่า คืนทุนคืนกำไรกันไปได้ทั้งแก๊งค์ ยกก๊วน
กันไปเลยทีเดียว
มาถึงรอบนี้ รัฐบาลโจรยกเอาเรื่อง ปลดหนี้นอกระบบคนจน
6,000 ล้าน หรืออาจจะขยายอีกเท่าไรไม่มีใครรู้ มาอ้าง แต่ที่
แน่ๆ ถามว่า ใครได้ประโยชน์ไปเต็มๆ จะว่าคนจนที่เป็นหนี้นอก
ระบบ ก็ใช่ เพราะจะได้ปลดหนี้มาไว้ในระบบสถาบันการเงิน
แต่...แท้จริงแล้ว กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ที่สุด ก็คือ นายทุนเงินกู้
นอกระบบ หน้าเลือด ซึ่งก็คือ เหล่าสมุนพรรคแมงสาบ นั่นแหละ
ที่ถนัด งานนี้ ไม่ว่าจะเป็น หวยใต้ดิน เจ้าพ่อเงินกู้ร้อยละยี่สิบ
นายทุนภาคเกษตร ที่ยึดผลผลิตการเกษตรแทนหนี้ยืมปุ๋ยและ
อื่นๆ ของเกษตรกร ไปจนหมดเนื้อหมดตัว และยังจะมีพวกกลุ่ม
อิทธิพลอื่นๆ ที่แฝงมาในรูปแบบนักการเมืองท้องถิ่น สารพัด
ธุรกิจเถื่อนอีก
จากโครงสร้างที่ชัดเจนมาตั้งแต่อดีต ที่พรรคแมงสาบ มีเสียง
ของสมาชิกไม่เด็ดขาด ที่จะเป็นใหญ่ได้จริงในการจัดตั้งรัฐบาล
จึงต้องมีการรวมหัวกันแบ่งเค็กผลประโยชน์กันอย่างลงตัวกับ
พรรคเล็กพรรคน้อยมาโดยตลอด จะมีเว้นช่วงก็เมื่อมีรัฐ
ธรรมนูญ 40 ที่ไม่เปิดโอกาสให้ทำได้ จนเป็นสาเหตุหลักในการ
ฉีกรัฐธรรมนูญ 40 ทิ้งและเขียนรัฐธรรมนูญโจร ปี 50 มาบังคับ
ใช้เพื่อให้พรรคที่ไม่มีเสียงมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล สามารถ
รวมหัวกันกับพรรคเล็กพรรคน้อยและโหวตนายกได้ ซึ่งเป็นรูป
แบบที่สอดคล้องกันกับการทำมาหารับประทานในทุกเรื่องทุก
ระดับ ของกลุ่มทุนทางการ เมือง และกลุ่มทุนนิยมสามานย์
ที่เชื่อมโยงกันอย่างที่เห็นๆ แล้วในปัจจุบัน มองยังไงก็เป็นยัง
งั้นแหละ ท่าน
ถามว่า.....หากธนาคารต่างๆ จะรับลูก นโยบาย กำมะลอ ปลด
หนี้นอกระบบของคนจนจริงๆ พวกท่านลืมไปเสียแล้วหรือว่า
ท่านยังมี ลูกค้าที่เป็น ประชาชนอีกมากเหลือเกิน ที่เป็นลูกค้า
สินเชื่อเงินกู้ในระบบ ที่ดี ที่เคยมีเครดิตดี ส่งผ่อนชำระมาให้
ท่านมาอย่างต่อเนื่อง จนมาในวันหนึ่ง บังเอิญมีสมุนอำมาตย์
และกลุ่มการเมืองนอกสภา และพรรคแมงสาบ รวมหัวกันสร้าง
ความวุ่นวาย บิดเบือนประชาธิปไตย และในที่สุดปฏิวัติรัฐ
ประหาร จนบ้านเมืองล่มจม กลายเป็นยุคข้าวยากหมากแพง
คนตกงานเป็นล้าน ลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่ว่าเคยดีๆ อยู่
ก็กลายเป็นหนี้เสีย เป็นเอ็นพีแอล ทำไม...
ที่จริง สถาบันการเงินทั้งหลาย ท่านต้องแก้ไขปรากฏการณ์
หนี้เสียของลูกหนี้ในระบบของท่านให้ได้เสียก่อน มิใช่หรือ
สำหรับลูกหนี้ในระบบ ทุกวันนี้ ท่านได้แต่ ยึดทรัพย์ ขายทอด
ตลาด ไม่พอ ก็ตามยึดทรัพย์อื่นๆ ต่ออีก จนหมดเนื้อหมดตัว
ฆ่าตัวตายกันไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ท่านหาทางช่วยเหลือ ผ่อน
ปรนให้พวกเขาก่อน จะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้ง
ระบบ จะทำให้ทุกอย่างหมุนวนไปได้ มิใช่หรือ
ดูไปแล้วมันเหมือนกับว่า มีนายทุนสามานย์คอยรับประโยชน์
จากการยึดทรัพย์ ขายทอดตลาดอย่างผิดปกติในเวลานี้ คดี
เหล่านี้เต็มศาล ล้นศาล ไม่มีใครโวยวายอะไร มันเหมือน
เหตุการณ์ ยุคไอเอ็มเอฟ ถูกทำให้กลับมาอย่างแนบเนียน
เงียบๆ เพื่อสนองนโยบายเก่าๆ ของพรรคเก่าๆ ที่เคยออกแบบ
ทำไว้ จนคนไทยต้องเป็นหนี้ และถูกยึดทรัพย์ ขายให้ฝรั่งไป
แบบว่า ขาดทุนย่อยยับ ทำไม...
หากเรื่อง ปลดหนี้ หรือย้ายหนี้ ของคนจนที่เป็นหนี้นอกระบบ
ไปไว้ที่สถาบันการเงินในระบบเกิดขึ้นจริง หลักการก็คือ เอา
ยอดหนี้นอกระบบทั้งหมด ซึ่งเจ้าหนี้ก็คือ นายทุนเงินกู้หน้า
เลือด และผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ยิ่งถ้าในต่างจังหวัด ก็คือ พวก
ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองพรรคแมงสาบ และพรรคเล็ก
พรรคน้อย ที่รวมหัวกันเป็นใหญ่ในรัฐบาล ทั้งสิ้น ใครล่ะที่จะ
ได้เงินล้างหนี้ก้อนโตอันนี้ไป เพราะตามสภาพความเป็นจริง
ในปัจจุบัน เศรษฐกิจ ตกต่ำขนาดนี้ ไอ้พวกนายทุน เงินกู้หน้า
เลือด มันก็ยังตามเก็บเงินกับลูกหนี้ ได้ยากแสนเข็ญแถมไม่คุ้ม
ค่าจ้างลูกน้องนักเลงนักทวงหนี้โหด ทั้งหลายด้วยซ้ำ
หากนโยบาย กำมะลอ นี้ถูกผลักดันจนสำเร็จ จริง สถาบันการ
เงินก็ได้ลูกหนี้ใหม่ อีกอักโข ดูเหมือนน่ายินดี จะได้ออกดอก
ออกผลอีกเพียบ ประชาชนที่เคยกระอักกับนายทุนหน้าเลือด
ตามทวงโหด ก็ได้ปลดทุกข์เข็ญ คงได้ชมเปาะกับนโยบาย
ประชานิยม สุดโต่งนี้ แต่ที่แน่ๆ คนที่ยิ้มแก้มปลิ แบบว่าบุญหล่น
ทับ ส้มหล่น หรือหนูตกถังข้าวสาร ก็เห็นจะไม่มีใครเกินนายทุน
เงินกู้นอกระบบหน้าเลือด วงศ์วานว่านเครือพรรคแมงสาบ
เจ้าเก่า นั่นเอง
สาธุ อนุโมทามิ ขอให้พวกเอ็งจงเจริญก้าวหน้า ร่ำรวยจนถึง
ขนาดรวยจนเบื่อหน่ายงานนี้สุดๆ กันไปเลย ไม่อยากจะทำอีก
ต่อไปแล้ว รวยใช้ไม่หมดแล้ว ประชาชนตาดำๆ ส่วนใหญ่ของ
ประเทศนี้ จะได้มีวันลืมตาอ้าปากกันจริงๆ ซะที
“ปู่ร้อน”
นโยบาย และรูปแบบ ดูผิวเผิน ก็น่าจะเป็นนโยบาย ช่วยเหลือ
ภาคประชาชน แต่อย่างที่เคยเขียนมาแล้ว ว่า วิธีการแบบนี้
เป็นวิธีที่ ชั่วร้าย ของนายทุนสามานย์รูปแบบของพรรคแมงสาบ
ของแท้ดั้งเดิม ใช้มาตลอด แค่ปรับเปลี่ยนวิธีไปตามยุค เพื่อ
ไม่ให้ใครจับได้ง่ายๆ แบบว่าเนียนมากขึ้นก็เท่านั้น
ยกตัวอย่างที่ผ่านมา นโยบาย เช็คชั่วชาติ 2000 บาท ดูเหมือน
แค่เป็นการนำอัฐยายซื้อขนมยาย ไม่มีใครเสียหาย เอาเงิน
ประกันสังคม ของท่าน มาแจกท่าน แต่อันที่จริง เงินแค่นี้ แจก
แค่รอบเดียว จำนวนคนที่ได้รับ คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท
ในคราวเดียว อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แท้จริง คนที่ได้รับเงิน
ไป ใช้อะไรไม่ได้นอกจากเอาไปใช้จ่ายในห้าง หรือรีบนำไปซื้อ
สินค้า และบริการ ตามแคมเปญ โปรโมชั่น ที่นายทุนพรรคแมง
สาบ เตรียมรองรับไว้แล้ว ในการขาย สินค้าและบริการ ของกลุ่ม
นายทุนพรรคแบบว่า คืนทุนคืนกำไรกันไปได้ทั้งแก๊งค์ ยกก๊วน
กันไปเลยทีเดียว
มาถึงรอบนี้ รัฐบาลโจรยกเอาเรื่อง ปลดหนี้นอกระบบคนจน
6,000 ล้าน หรืออาจจะขยายอีกเท่าไรไม่มีใครรู้ มาอ้าง แต่ที่
แน่ๆ ถามว่า ใครได้ประโยชน์ไปเต็มๆ จะว่าคนจนที่เป็นหนี้นอก
ระบบ ก็ใช่ เพราะจะได้ปลดหนี้มาไว้ในระบบสถาบันการเงิน
แต่...แท้จริงแล้ว กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ที่สุด ก็คือ นายทุนเงินกู้
นอกระบบ หน้าเลือด ซึ่งก็คือ เหล่าสมุนพรรคแมงสาบ นั่นแหละ
ที่ถนัด งานนี้ ไม่ว่าจะเป็น หวยใต้ดิน เจ้าพ่อเงินกู้ร้อยละยี่สิบ
นายทุนภาคเกษตร ที่ยึดผลผลิตการเกษตรแทนหนี้ยืมปุ๋ยและ
อื่นๆ ของเกษตรกร ไปจนหมดเนื้อหมดตัว และยังจะมีพวกกลุ่ม
อิทธิพลอื่นๆ ที่แฝงมาในรูปแบบนักการเมืองท้องถิ่น สารพัด
ธุรกิจเถื่อนอีก
จากโครงสร้างที่ชัดเจนมาตั้งแต่อดีต ที่พรรคแมงสาบ มีเสียง
ของสมาชิกไม่เด็ดขาด ที่จะเป็นใหญ่ได้จริงในการจัดตั้งรัฐบาล
จึงต้องมีการรวมหัวกันแบ่งเค็กผลประโยชน์กันอย่างลงตัวกับ
พรรคเล็กพรรคน้อยมาโดยตลอด จะมีเว้นช่วงก็เมื่อมีรัฐ
ธรรมนูญ 40 ที่ไม่เปิดโอกาสให้ทำได้ จนเป็นสาเหตุหลักในการ
ฉีกรัฐธรรมนูญ 40 ทิ้งและเขียนรัฐธรรมนูญโจร ปี 50 มาบังคับ
ใช้เพื่อให้พรรคที่ไม่มีเสียงมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล สามารถ
รวมหัวกันกับพรรคเล็กพรรคน้อยและโหวตนายกได้ ซึ่งเป็นรูป
แบบที่สอดคล้องกันกับการทำมาหารับประทานในทุกเรื่องทุก
ระดับ ของกลุ่มทุนทางการ เมือง และกลุ่มทุนนิยมสามานย์
ที่เชื่อมโยงกันอย่างที่เห็นๆ แล้วในปัจจุบัน มองยังไงก็เป็นยัง
งั้นแหละ ท่าน
ถามว่า.....หากธนาคารต่างๆ จะรับลูก นโยบาย กำมะลอ ปลด
หนี้นอกระบบของคนจนจริงๆ พวกท่านลืมไปเสียแล้วหรือว่า
ท่านยังมี ลูกค้าที่เป็น ประชาชนอีกมากเหลือเกิน ที่เป็นลูกค้า
สินเชื่อเงินกู้ในระบบ ที่ดี ที่เคยมีเครดิตดี ส่งผ่อนชำระมาให้
ท่านมาอย่างต่อเนื่อง จนมาในวันหนึ่ง บังเอิญมีสมุนอำมาตย์
และกลุ่มการเมืองนอกสภา และพรรคแมงสาบ รวมหัวกันสร้าง
ความวุ่นวาย บิดเบือนประชาธิปไตย และในที่สุดปฏิวัติรัฐ
ประหาร จนบ้านเมืองล่มจม กลายเป็นยุคข้าวยากหมากแพง
คนตกงานเป็นล้าน ลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่ว่าเคยดีๆ อยู่
ก็กลายเป็นหนี้เสีย เป็นเอ็นพีแอล ทำไม...
ที่จริง สถาบันการเงินทั้งหลาย ท่านต้องแก้ไขปรากฏการณ์
หนี้เสียของลูกหนี้ในระบบของท่านให้ได้เสียก่อน มิใช่หรือ
สำหรับลูกหนี้ในระบบ ทุกวันนี้ ท่านได้แต่ ยึดทรัพย์ ขายทอด
ตลาด ไม่พอ ก็ตามยึดทรัพย์อื่นๆ ต่ออีก จนหมดเนื้อหมดตัว
ฆ่าตัวตายกันไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ท่านหาทางช่วยเหลือ ผ่อน
ปรนให้พวกเขาก่อน จะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้ง
ระบบ จะทำให้ทุกอย่างหมุนวนไปได้ มิใช่หรือ
ดูไปแล้วมันเหมือนกับว่า มีนายทุนสามานย์คอยรับประโยชน์
จากการยึดทรัพย์ ขายทอดตลาดอย่างผิดปกติในเวลานี้ คดี
เหล่านี้เต็มศาล ล้นศาล ไม่มีใครโวยวายอะไร มันเหมือน
เหตุการณ์ ยุคไอเอ็มเอฟ ถูกทำให้กลับมาอย่างแนบเนียน
เงียบๆ เพื่อสนองนโยบายเก่าๆ ของพรรคเก่าๆ ที่เคยออกแบบ
ทำไว้ จนคนไทยต้องเป็นหนี้ และถูกยึดทรัพย์ ขายให้ฝรั่งไป
แบบว่า ขาดทุนย่อยยับ ทำไม...
หากเรื่อง ปลดหนี้ หรือย้ายหนี้ ของคนจนที่เป็นหนี้นอกระบบ
ไปไว้ที่สถาบันการเงินในระบบเกิดขึ้นจริง หลักการก็คือ เอา
ยอดหนี้นอกระบบทั้งหมด ซึ่งเจ้าหนี้ก็คือ นายทุนเงินกู้หน้า
เลือด และผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ยิ่งถ้าในต่างจังหวัด ก็คือ พวก
ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองพรรคแมงสาบ และพรรคเล็ก
พรรคน้อย ที่รวมหัวกันเป็นใหญ่ในรัฐบาล ทั้งสิ้น ใครล่ะที่จะ
ได้เงินล้างหนี้ก้อนโตอันนี้ไป เพราะตามสภาพความเป็นจริง
ในปัจจุบัน เศรษฐกิจ ตกต่ำขนาดนี้ ไอ้พวกนายทุน เงินกู้หน้า
เลือด มันก็ยังตามเก็บเงินกับลูกหนี้ ได้ยากแสนเข็ญแถมไม่คุ้ม
ค่าจ้างลูกน้องนักเลงนักทวงหนี้โหด ทั้งหลายด้วยซ้ำ
หากนโยบาย กำมะลอ นี้ถูกผลักดันจนสำเร็จ จริง สถาบันการ
เงินก็ได้ลูกหนี้ใหม่ อีกอักโข ดูเหมือนน่ายินดี จะได้ออกดอก
ออกผลอีกเพียบ ประชาชนที่เคยกระอักกับนายทุนหน้าเลือด
ตามทวงโหด ก็ได้ปลดทุกข์เข็ญ คงได้ชมเปาะกับนโยบาย
ประชานิยม สุดโต่งนี้ แต่ที่แน่ๆ คนที่ยิ้มแก้มปลิ แบบว่าบุญหล่น
ทับ ส้มหล่น หรือหนูตกถังข้าวสาร ก็เห็นจะไม่มีใครเกินนายทุน
เงินกู้นอกระบบหน้าเลือด วงศ์วานว่านเครือพรรคแมงสาบ
เจ้าเก่า นั่นเอง
สาธุ อนุโมทามิ ขอให้พวกเอ็งจงเจริญก้าวหน้า ร่ำรวยจนถึง
ขนาดรวยจนเบื่อหน่ายงานนี้สุดๆ กันไปเลย ไม่อยากจะทำอีก
ต่อไปแล้ว รวยใช้ไม่หมดแล้ว ประชาชนตาดำๆ ส่วนใหญ่ของ
ประเทศนี้ จะได้มีวันลืมตาอ้าปากกันจริงๆ ซะที
“ปู่ร้อน”
ฝนแสนห่า.....โดย ว.ฒ.น.
ระลอก ดวงดอกฝน ดิ่งร่วงหล่น ลงดินร่ำ
หลั่งมา จากฟ้าพรำ พร่ำเปียกพื้น จนเปียกพรม
กี่ฝน กี่แสนห่า จักสั่งลา ทุกข์ระทม
ชะล้าง เมืองโสมม จวบฟ้าสร่าง กระจ่างใส
ฝนหลั่ง ชโลมโลก รักฉ่ำโชก ชำระใจ
ฤดู ฤดีใด โดยแตกดับ กับเดือดดาล
กี่ฝน กี่แสนห่า กลับร่วงมา บรรณาการ
ชำแรก ลงสายธาร ที่ไหลท้วง ความเป็นธรรม
กี่รัก ที่เปียกร่าง จักชะล้าง ความระยำ
กฎเกณฑ์ กี่เวรกรรม ก็เวียนกลับ ไปกล่อมฝัน
กี่ฝน กี่แสนห่า จักทายท้า โดยดึงดัน
กี่ฟ้า จักฝ่าฟัน จนฟ้าสร่าง กระจ่างฝน
กี่ฝน กี่แสนห่า ฝากฟากฟ้า มาปลอมปน
แปดเปื้อน ประชาชน จนเปียกโชก การชำระ
ว่ากันว่า.....
ทุกวันนี้ การทำฝนเทียมแม่นยำราวกับจับวาง
ส่วนจะจับวางตรงส่วนไหนของมหานครนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ให้ตายอหิวาต์เถอะครับ ผมไม่ได้สนใจมันสักนิด
จะฝนแท้ ฝนเีทียม...ทำให้พืชพันธุ์งอกงามได้ก็พอ
จะฝนแท้ ฝนเทียม...ขอให้มันชำระล้างสิ่งปฏิกูลได้เสมอเหมือน
จะฝนแท้ ฝนเทียม...ให้เปียกไพร่ กับศักดินาเท่า ๆ กัน
การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันนี้ พัฒนาการมาถึงจุดที่ว่า
นัดมา ๕ นาทีแล้วแยกย้าย..คนเสื้อแดงก็มา มาทั้งที่รู้ว่าจะต้อง
เจอกับอะไร..คนเสื้อแดงก็มา
นี่คือกระบวนการพัฒนาทางจิตใจ
นี่คือกระบวนการการพัฒนาของการเมืองภาคประชาชน
นี่คือการแสดงออกอย่างยุติธรรมสำหรับทุกห้องของหัวใจ
แล้วจะมีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ?
เพราะแม้ใจจะมีโจทย์อีกกี่โจทย์ เราก็มีคำตอบเดียวกัน
เหมือนเม็ดฝน ที่มุ่งหน้าลงสู่ดิน.........ลงสู่ดิน.......และลงสู่ดิน
๐๐๐๐ ว.ฒ.น. ๐๐๐๐
ประวัติศาสตร์---ความจริงที่ต้องชำระ
พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒
หมายเหตุ ข้อเขียนของวันวลิตในพงศาวดารฯ ฉบับนี้ ได้ให้
ข้อมูลใหม่หลายประการในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา
แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับได้กันเลยทีเดียว ในทางที่ควรจะ
เป็นก็คือ การพิจารณาหลักฐานนี้ด้วยความระมัดระวัง และตรวจ
สอบกับหลักฐานอื่นทั้งหลาย ดังที่บรรณาธิการหนังสือนี้ได้ทำ
ไว้มากแล้ว
หน้า ๒๐๔
พระเฑียรราชา (หรือพระมหาจักรพรรดิ) พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่
๑๗ แห่งสยาม เสวยราชย์อยู่ ๑๖ ปี พระองค์ทรงไว้ซึ่งความ
เมตตา ทรงขยันขันแข็งและทรงมุ่งปรับปรุงทางด้านกฎหมาย
และศาสนามากกว่าปรับปรุงในทางโลก การกุศลในสมัยของ
พระองค์ก็ดำเนินไปด้วยความยุติธรรม พระองค์ทรงมีพระ
กรณียกิจทางศาสนาที่ดีหลายประการโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อ
พวกพราหมณ์และคนจน พระองค์ทรงปรับปรุงวัดมากกว่าที่จะ
ทรงสร้างป้อมปราการ เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เป็นนักรบโดย
กำเนิด ทรงนิยมความก้าวหน้า ทรงประสบแต่ความรุ่งเรือง
ตลอดรัชสมัยของพระองค์และทรงมีช้างเผือกในครอบครอง
ถึง ๗ เชือก
หน้า ๒๐๗
อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินสยามก็สิ้นพระชนม์ลงในวันรุ่งขี้น
หลังจากได้ครองราชย์ได้ ๑๖ปี ในระหว่างเวลานั้น พระเจ้า
แผ่นดินแห่งพะโค ก็เสด็จมาถึงพร้อมทั้งกองทัพ ซึ่งทำลาย
ทุกสิ่งทุกอย่างตามทางที่ผ่านมา.........................เมื่อพระองค์
ทรงทราบถึงความยุ่งเหยิงและความพ่ายแพ้ของปัตตานี
(กองทัพที่อยุธยาสั่งให้มาช่วยแต่กลับคิดก่อการกบถ) รวมทั้ง
พระเจ้าแผ่นดินสยามสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงสลดพระทัยมาก
หน้า ๒๐๙
.........ออกญาพิษณุโลกเป็นตัวตั้งตัวดีใน
สงครามครั้งนี้ก็ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินพะโค
และไม่เป็นที่พอใจของทหารซึ่งอาจ
หน้า ๒๑๐
จะได้รับโทษถึงแก่ชีวิต ดังนั้นจึงหนีทัพไปซ่อนที่เพนียด จน
กระทั่งพบคนสยามจึงฝากหนังสือไปถึงแม่ยายชื่อว่า พระสุวัฒน์
ซึ่งยังอาศัยอยู่ในราชสำนักคร่ำครวญอย่างขมขื่นในเรื่องไม่มี
ความคิดของภรรยาและสภาพที่แร้นแค้นของตนและขอให้
พระสุวัฒน์มีหนังสือเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ทราบ
พระสุวัฒน์ เป็นสุภาพสตรีที่มีปัญญาและกล้าหาญ นางมีความ
สงสารออกญาพิษณุโลกบุตรเขยเป็นอย่างมาก จึงแนะนำให้
บุตรีคืนดีกับออกญาพิษณุโลก ในที่สุดบุตรีของนางก็ยินยอม
ในระหว่างนั้นออกญาพิษณุโลกและพระสุวัฒน์ก็มีหนังสือโต้
ตอบกันหลายครั้ง ดังนั้นจึงทำให้ออกญาพิษณุโลกรู้ความเป็น
ไปของกิจการบ้านเมืองในสมัยนั้น ...........พระเจ้าแผ่นดินพะโค
ทรงปิติที่ได้รับหนังสือจากออกญา ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและ
อภัยโทษ และถึงแม้พระองค์จะทรงเข้าใจสถานการณ์ที่คับขัน
และกิจการในกรุงศรีอยุธยาจากคำบอกเล่าของออกญาพิษณุ
โลกก็ตาม พระองค์ทรงลังเลอยู่มากที่จะตั้งทัพอยู่ต่อไป เนื่อง
จากสาเหตุสำคัญตัวการสงครามครั้งนี้ทำให้พระองค์ท้อถอย
ประชาชนไม่มีความสุข และมีดินปืนในกองทัพเหลือน้อย พระ
สุวัฒน์ ทราบความประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินพะโคและความ
คับแค้นของกองทัพจากหนังสือของออกญาพิษณุโลกจึงส่งหีบ
บรรจุดินปืน (ปลอมแปลงว่าเป็นหีบศพ) ไปยังกองทัพพะโค
พร้อมทั้งมีหนังสือทูลพระเจ้าพะโคขออย่าให้หย่าทัพให้ตั้งล้อม
ไว้กรุงศรีอยุธยาและแผ่นดินสยาม
หน้า ๒๑๑ ทั้งหมดจะเป็นของพระองค์อยู่แล้ว เมื่อพระเจ้าแผ่น
ดินพะโคทรงได้รับหีบดินปืนและหนังสือพระสุวัฒน์ ทรงประ
หลาดและปิติเป็นล้นพ้น ทรงเปลี่ยนแผนการและตัดสินพระทัย
ตั้งทัพอยู่ต่อไป พระสุวัฒน์สามารถส่งดินปืนตามวิธีการที่แล้วให้
กองทัพพะโคได้หลายหีบ นางได้สมรู้คบคิดกับออกญาจักรี
และชักจูงมาเป็นพวกเดียวกับนาง ออกญาจักรีกับพรรคพวก
เพียงสองสามคนได้ออกตีข้าศึกเพื่อให้แน่ใจว่าพวกตนจะไม่
สามารถต้านทานกองทัพพะโคได้และจะต้องออกไปอยู่ใน
เงื้อมมือข้าศึกในที่สุด ด้วยวิธีนี้ ออกญาจักรี พระเจ้าแผ่นดิน
พะโคและออกญาพิษณุโลกจะสามารถตกลงหาทางที่จะส่งมอบ
กรุงศรีอยุธยาให้
สรุป
1. พระมหาจักรพรรดิ์หรือพระเจ้าช้างเผือกได้เสียชีวิตไปหลัง
จากปราบกบฎปัตตานี(ที่เรียกมาช่วยรบกับพม่า) ได้ไม่นาน
ก่อนที่พม่าจะยกกองทัพมาถึง.......จึงไม่มีการยกทัพออกไป
สู้รบกับพม่าเลย
2. พระสุวัฒน์ (อดีตคนรักเก่าสมัยวัยรุ่นของออกญาพิษณุโลก
หรือ พระมหาธรรมราชา) หรือ พระสุริโยทัย เป็นผู้ส่งดินปืนที่
ทัพพม่ากำลังขาดแคลนไปในหีบศพให้กองทัพพม่าเพื่อใช้ตี
กรุงศรีอยุธยา รวมทั้งคบคิดกับออกญาจักรีส่งไปเป็นไส้ศึก
ให้แก่พม่าด้วย
หมายเหตุ ข้อเขียนของวันวลิตในพงศาวดารฯ ฉบับนี้ ได้ให้
ข้อมูลใหม่หลายประการในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา
แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับได้กันเลยทีเดียว ในทางที่ควรจะ
เป็นก็คือ การพิจารณาหลักฐานนี้ด้วยความระมัดระวัง และตรวจ
สอบกับหลักฐานอื่นทั้งหลาย ดังที่บรรณาธิการหนังสือนี้ได้ทำ
ไว้มากแล้ว
หน้า ๒๐๔
พระเฑียรราชา (หรือพระมหาจักรพรรดิ) พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่
๑๗ แห่งสยาม เสวยราชย์อยู่ ๑๖ ปี พระองค์ทรงไว้ซึ่งความ
เมตตา ทรงขยันขันแข็งและทรงมุ่งปรับปรุงทางด้านกฎหมาย
และศาสนามากกว่าปรับปรุงในทางโลก การกุศลในสมัยของ
พระองค์ก็ดำเนินไปด้วยความยุติธรรม พระองค์ทรงมีพระ
กรณียกิจทางศาสนาที่ดีหลายประการโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อ
พวกพราหมณ์และคนจน พระองค์ทรงปรับปรุงวัดมากกว่าที่จะ
ทรงสร้างป้อมปราการ เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เป็นนักรบโดย
กำเนิด ทรงนิยมความก้าวหน้า ทรงประสบแต่ความรุ่งเรือง
ตลอดรัชสมัยของพระองค์และทรงมีช้างเผือกในครอบครอง
ถึง ๗ เชือก
หน้า ๒๐๗
อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินสยามก็สิ้นพระชนม์ลงในวันรุ่งขี้น
หลังจากได้ครองราชย์ได้ ๑๖ปี ในระหว่างเวลานั้น พระเจ้า
แผ่นดินแห่งพะโค ก็เสด็จมาถึงพร้อมทั้งกองทัพ ซึ่งทำลาย
ทุกสิ่งทุกอย่างตามทางที่ผ่านมา.........................เมื่อพระองค์
ทรงทราบถึงความยุ่งเหยิงและความพ่ายแพ้ของปัตตานี
(กองทัพที่อยุธยาสั่งให้มาช่วยแต่กลับคิดก่อการกบถ) รวมทั้ง
พระเจ้าแผ่นดินสยามสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงสลดพระทัยมาก
หน้า ๒๐๙
.........ออกญาพิษณุโลกเป็นตัวตั้งตัวดีใน
สงครามครั้งนี้ก็ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินพะโค
และไม่เป็นที่พอใจของทหารซึ่งอาจ
หน้า ๒๑๐
จะได้รับโทษถึงแก่ชีวิต ดังนั้นจึงหนีทัพไปซ่อนที่เพนียด จน
กระทั่งพบคนสยามจึงฝากหนังสือไปถึงแม่ยายชื่อว่า พระสุวัฒน์
ซึ่งยังอาศัยอยู่ในราชสำนักคร่ำครวญอย่างขมขื่นในเรื่องไม่มี
ความคิดของภรรยาและสภาพที่แร้นแค้นของตนและขอให้
พระสุวัฒน์มีหนังสือเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ทราบ
พระสุวัฒน์ เป็นสุภาพสตรีที่มีปัญญาและกล้าหาญ นางมีความ
สงสารออกญาพิษณุโลกบุตรเขยเป็นอย่างมาก จึงแนะนำให้
บุตรีคืนดีกับออกญาพิษณุโลก ในที่สุดบุตรีของนางก็ยินยอม
ในระหว่างนั้นออกญาพิษณุโลกและพระสุวัฒน์ก็มีหนังสือโต้
ตอบกันหลายครั้ง ดังนั้นจึงทำให้ออกญาพิษณุโลกรู้ความเป็น
ไปของกิจการบ้านเมืองในสมัยนั้น ...........พระเจ้าแผ่นดินพะโค
ทรงปิติที่ได้รับหนังสือจากออกญา ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและ
อภัยโทษ และถึงแม้พระองค์จะทรงเข้าใจสถานการณ์ที่คับขัน
และกิจการในกรุงศรีอยุธยาจากคำบอกเล่าของออกญาพิษณุ
โลกก็ตาม พระองค์ทรงลังเลอยู่มากที่จะตั้งทัพอยู่ต่อไป เนื่อง
จากสาเหตุสำคัญตัวการสงครามครั้งนี้ทำให้พระองค์ท้อถอย
ประชาชนไม่มีความสุข และมีดินปืนในกองทัพเหลือน้อย พระ
สุวัฒน์ ทราบความประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินพะโคและความ
คับแค้นของกองทัพจากหนังสือของออกญาพิษณุโลกจึงส่งหีบ
บรรจุดินปืน (ปลอมแปลงว่าเป็นหีบศพ) ไปยังกองทัพพะโค
พร้อมทั้งมีหนังสือทูลพระเจ้าพะโคขออย่าให้หย่าทัพให้ตั้งล้อม
ไว้กรุงศรีอยุธยาและแผ่นดินสยาม
หน้า ๒๑๑ ทั้งหมดจะเป็นของพระองค์อยู่แล้ว เมื่อพระเจ้าแผ่น
ดินพะโคทรงได้รับหีบดินปืนและหนังสือพระสุวัฒน์ ทรงประ
หลาดและปิติเป็นล้นพ้น ทรงเปลี่ยนแผนการและตัดสินพระทัย
ตั้งทัพอยู่ต่อไป พระสุวัฒน์สามารถส่งดินปืนตามวิธีการที่แล้วให้
กองทัพพะโคได้หลายหีบ นางได้สมรู้คบคิดกับออกญาจักรี
และชักจูงมาเป็นพวกเดียวกับนาง ออกญาจักรีกับพรรคพวก
เพียงสองสามคนได้ออกตีข้าศึกเพื่อให้แน่ใจว่าพวกตนจะไม่
สามารถต้านทานกองทัพพะโคได้และจะต้องออกไปอยู่ใน
เงื้อมมือข้าศึกในที่สุด ด้วยวิธีนี้ ออกญาจักรี พระเจ้าแผ่นดิน
พะโคและออกญาพิษณุโลกจะสามารถตกลงหาทางที่จะส่งมอบ
กรุงศรีอยุธยาให้
สรุป
1. พระมหาจักรพรรดิ์หรือพระเจ้าช้างเผือกได้เสียชีวิตไปหลัง
จากปราบกบฎปัตตานี(ที่เรียกมาช่วยรบกับพม่า) ได้ไม่นาน
ก่อนที่พม่าจะยกกองทัพมาถึง.......จึงไม่มีการยกทัพออกไป
สู้รบกับพม่าเลย
2. พระสุวัฒน์ (อดีตคนรักเก่าสมัยวัยรุ่นของออกญาพิษณุโลก
หรือ พระมหาธรรมราชา) หรือ พระสุริโยทัย เป็นผู้ส่งดินปืนที่
ทัพพม่ากำลังขาดแคลนไปในหีบศพให้กองทัพพม่าเพื่อใช้ตี
กรุงศรีอยุธยา รวมทั้งคบคิดกับออกญาจักรีส่งไปเป็นไส้ศึก
ให้แก่พม่าด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


